วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Sustainable Partnership ททท. จับมือ AWC และ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ขับเคลื่อนต้นแบบ STGs STAR ผ่านโครงการ “AWC Stay to Sustain”

Sustainable Partnership ททท. จับมือ AWC และ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง 

ขับเคลื่อนต้นแบบ STGs STAR ผ่านโครงการ “AWC Stay to Sustain” 

หวังผลเป็นต้นแบบ และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

       นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมงานแถลงข่าว เปิดโครงการ “AWC Stay to Sustain” เพื่อสนับสนุนประเทศไทยเป็น ‘จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก’ โดยมีคุณ วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมแถลงข่าว ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566


      นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. กล่าวว่า ททท. ได้สนับสนุนผู้ประกอบการให้ก้าวสู่การท่องเที่ยวที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามแผนพัฒนา BCG Model และยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกำหนดมาตรวัดผลลัพธ์การดำเนินการที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของ ททท. ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคท่องเที่ยวไทย และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวยั่งยืนจากทั่วโลกที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน



ซึ่ง Model Stay to Sustain นั้น AWC ได้ตั้งเป้าสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูต้นไม้ในแต่ละปีประมาณ 500,000 ต้น รวมกว่า 5,000 ไร่ สามารถดูดซับก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 1,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการเข้าพัก 1 คืน ร่วมดูแลต้นไม้ 1 ต้น จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ราว 9-15 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี สอดรับกับเป้าหมายระยะยาวของ AWC ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573


       ทั้งนี้ AWC ยังตั้งเป้าให้ทุกโรงแรมและศูนย์การค้าในเครือให้ได้รับประกาศนียบัตรโครงการ STAR “ดาวแห่งความยั่งยืน” ของ ‘การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย’ ตามเป้าหมาย STGs (Sustainable Tourism Goals) ของ ททท. เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC ที่ดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติของธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีธรรมาภิบาลที่ดีของสถานประกอบการ ควบคู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกต่อไป 

#STGsSTAR #sustainable #partnership360

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง รับบริการอาหารเจฟรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 

สักการะหลวงปู่ไต้ฮง รับบริการอาหารเจฟรี 

พร้อมร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าฯ

ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

         มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ  ขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และสาธุชนทุกท่าน ร่วมถือศีลกินผัก ละเว้นเนื้อสัตว์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่  14 - 24 ตุลาคม 2566 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำบุญประทีปโคมไฟ (เต็งลั้ง) ถวายหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเจริญรุ่งเรือง และในวันที่ 21 ต.ค. 2566 ขอเชิญร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ขอพรให้คุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ


         โดยในช่วงวันที่ 14-23 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีบริการอาหารเจ (ในรูปแบบบรรจุกล่องกลับบ้าน) แก่ประชาชนฟรี วันละ 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) โดยเริ่มบริการตั้งแต่มื้อเที่ยงของวันที่ 14 ตุลาคม 2566  เป็นต้นไป นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 13 - 24 ตุลาคม 66 ขอเชิญชวนประชาชนชมอุปรากรจีน (งิ้ว) ที่คณะลูกศิษย์หลวงปู่ไต้ฮงจัดถวายรวม 12 คืน ณ บริเวณฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

          และในวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2566 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง  ตั้งจิตอธิษฐาน  ขอพรจากเทพเจ้า เพื่อเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง  จึงขอเชิญชวนสาธุชน ร่วมพิธีในวันและเวลาดังกล่าว

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ

เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung 

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566

กลับมาอีกครั้งในรอบ 6 ปีกับ ฮิวโก้ - จุลจักร จักรพงษ์ กับคอนเสิร์ตใหญ่ "HUGO เล่นของนอก" ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่โชว์ในสนามมวยลุมพินี

กลับมาอีกครั้งในรอบ 6 ปีกับ ฮิวโก้ - จุลจักร จักรพงษ์

กับคอนเสิร์ตใหญ่ "HUGO เล่นของนอก"

ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่โชว์ในสนามมวยลุมพินี



       บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเชียน ในฐานะผู้จัดงานคอนเสิร์ตใหญ่ "HUGO เล่นของนอก" และฮิวโก้ - จุลจักร จักรพงษ์ ร่วมแถลงข่าวการจัด "คอนเสิร์ต HUGO เล่นของนอก" คอนสิร์ตใหญ่ในรอบ 6 ปี โดยมีศิลปินรับเชิญ DABOYWAY (ปริญญา อินทชัย) พร้อมด้วย Paul Ewing , Norwood Young รวมทั้งเซเลบริดี้ คุณฮาน่า-ทัศนาวลัย จักรพงษ์, นานา ไรบีนา และโก้-ธีรศักดิ์ พันธุจริยา ร่วมงาน ณ ห้อง STUDIO ชั้น 5 INDEX CREATIVE VILLAGE เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566



       "คอนเสิร์ต HUGO เล่นของนอก" คอนสิร์ตใหญ่ในรอบ 6 ปีของ ฮิวโก้ - จุลจักร จักรพงษ์ กับคอนเสิร์ตรูปแบบใหม่ครั้งแรกในสนามมวยลุมพินี ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ใช้สนามมวยในการจัดคอนเสิร์ต ในวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2566



         คอนเสริต์ครั้งนี้เป็นดนตรีแนวโฟลค์ร็อค ผสมผสานกับสไตล์บูลส์ ประกอบกับเทคโนโลยีทันสมัย ด้วย แสง สี เสียง เต็มรูปแบบ พร้อมถ่ายทอดการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างตระการตา อีกทั้งเป็นการรวมตัวของศิลปินรับเชิญหลากหลายสไตล์จากประเทศไทย อาทิ DABOYWAY, Southside, Da Endorphine และ Varitda รวมถึงศิลปินจากต่างประเทศที่ได้รับรางวัลและผ่านเวทีระดับโลกมากมาย อาทิ Norwood Young, Paul Ewing. Luke Smith, Sam Blue Agard, Clint Williams และ Mike Brown คอนเสิร์ตในครั้งนี้นับเป็นการรวมตัวของศิล ปินที่มีความสามารถและมีความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีที่พร้อมจะมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับทุกคน



        อย่าลืม! อย่างพลาด! กับคอนเสิร์ต "HUGO เล่นของนอก" คอนเสิร์ตดีๆ คอนเสิร์ตครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เล่นในสนามมวยลุมพินี กรุงเทพมหานครประเทศไทย (https//maps.app.sao.gl/a5Pow.XRmav/18Xosb7) ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 เวลา 17.00 - 21 00 น. (ประตูเปิด 17:00 น. และ คอนเสิร์ตเริ่ม 19:00 - 21:00 น.)
          บัตรคอนเสิร์ตมีจำหนายที่ www.theconcert.com หรือผ่านแอปพลิเคชั่น The Concert ราคาบัตรเริ่มต้นที่
1,000 บาท, 1,500 บาท, 2,000 บาท และ 2,500 บาท        
          สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Index Creative Village หรือติตต่อผ่าน Line OA: @icvticket แล้วมาร่วมเป็นสวนหนึ่งของคอนเสิร์ตใหญ่ "HUGO เล่นของนอก" ที่จะแบ่งปันประสบการณ์อันร้อนแรงนี้กับแฟนเพลงทุกคน

ททท.ขับเคลื่อน Two Way Tourism หวังกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นช่วงโค้งสุดท้ายของปี

ททท.ขับเคลื่อน Two Way Tourism หวังกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นช่วงโค้งสุดท้ายของปี

          นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เกียรติเป็นประธานในการต้อนรับ Mr. TASAKA Takuro อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะฯ ในโอกาสที่ได้เดินทางมาแสดงความยินดีต่อตนเองในฐานะได้เป็นผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคนใหม่ และร่วมหารือแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ทั้งในมิติของการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน และการส่งเสริมเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนร่วมกันในอนาคต โดยมีนายฉัททันต์กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ ผู้บริหาร ททท. ร่วมให้การต้อนรับและร่วมหารือฯ ณ ห้องประชุมสุพรรณหงส์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566

           สำหรับประเด็นในการหารือ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. กล่าวว่า ขอขอบคุณที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศเป็นอย่างดีมาตลอด และประเทศไทยโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการการะทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็มุ่งผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน Soft Power ของไทย


            นอกจากนี้ ททท. ก็พยายามที่จะส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่เมืองรอง อาทิเช่น เมืองโบราณศรีเทพ ที่เพิ่งได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดย UNESCO ให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นซึ่งชื่นชอบแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ได้เดินทางมาท่องเที่ยว


             และ ททท. จะมุ่งการผลักดันส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น หรือ Two Way Tourism โดยให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนทางการค้า วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อให้เกิดการกระจายนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักไปยังเมืองรองระหว่างกัน ผ่านการออกแบบเส้นทางให้ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนการเพิ่มช่องทางในการเดินทางเข้าถึงพื้นที่ของทั้งสองฝั่ง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเปิดเที่ยวบินตรงจากประเทศญี่ปุ่นมายังสนามบินในเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ได้แก่ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต โดยเฉพาะสนามบินเชียงใหม่ ที่จะเตรียมเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง อันเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางและเกิดการกระจายของนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น และเป็นการสนองตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการการะทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านใหม่ที่ต้องการให้นำเสนอประเทศไทยว่าสามารถเที่ยวได้ 365 วัน


               ปัจจุบัน ททท. ให้ความสำคัญกับตลาดญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยมีการส่งเสริมการตลาดให้เกิดประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ดีกับประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 กันยายน 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาประเทศไทยแล้ว 574,740 คน ในขณะที่ตั้งแต่เดือนมกราคม- สิงหาคม 2566 มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว จำนวน 580,600 คน (ข้อมูลจาก JNTO) และ ททท. คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปีนี้ จะมีจำนวนของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่จะเดินทางมาประเทศไทยประมาณ 870,000 คน

#ThaiJapantourism

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ฉลอง 60 ปียิ่งใหญ่ แบรนด์แมคลาเรน พร้อมเปิดตัว "แมคลาเรน 750S" ครั้งแรกในกรุงเทพฯ

ฉลอง 60 ปียิ่งใหญ่ แบรนด์แมคลาเรน

พร้อมเปิดตัว "แมคลาเรน 750S" ครั้งแรกในกรุงเทพฯ


       แมคลาเรน แบงคอก จัดงานเปิดตัวแมคลาเรน 750S รุ่นคูเป้ (Coupé) ให้สื่อมวลชนและลูกค้าได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดย 750S นับเป็นแมคลาเรนรุ่นที่เบาที่สุดและทรงพลังที่สุดในบรรดารถจากสายการผลิตทั้งหมด  กำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับวงการซูเปอร์คาร์ พร้อมพุ่งทะยานสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นโอกาสที่พิเศษมากที่สุดอีกวันหนึ่งที่ทางแมคลาเรน แบงคอก เชิญสื่อและลูกค้ามาร่วมฉลองแบรนด์แมคลาเรนครบรอบ 60 ปี ภายในงานนี้ทางแมคลาเรน แบงคอกได้จัด McLaren Milestone บอกเล่าประวัติที่ผ่านมาของ McLaren ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 60 รวบรวมทุกความสำเร็จไม่ว่าจะทางด้านการลงสนามแข่งหรือการพัฒนายนตกรรม โดยงานครั้งนี้แมคลาเรน แบงคอก ได้จัดแสดงโชว์รถระดับ Hyper car อย่าง McLaren Speedtail ที่มีผลิตเพียงแค่ 106 คันในโลกและมีเพียง 1 คันในประเทศไทยเท่านั้น มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท


        แมคลาเรน 750S ก่อกำเนิดจากการวิเคราะห์รุ่นแมคลาเรน 720S อย่างพิถีพิถัน จากนั้นจึงยกระดับชิ้นส่วนกว่า 30% ทั้งยกเครื่องใหม่และปรับแต่งใหม่ให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น ทำให้ทรงพลัง เบา ปราดเปรียวยิ่งขึ้น แรงกดเพิ่มมากขึ้น สมดุลด้านอากาศพลศาสตร์ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น ทั้งยังมอบสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวกันกับรถมากยิ่งขึ้น ต่อยอดเป็นแมคลาเรน 750S ที่ก้าวล้ำสูงสุดในด้านการลดทอนน้ำหนักให้มีความเบาแหวกม่านอากาศ ด้วยสัดส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักรถอยู่ที่ 587 แรงม้าต่อตัน เหนือกว่าคู่แข่งถึง 22 แรงม้า (เมื่อเทียบน้ำหนักรถเปล่าของรุ่นคูเป้) มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4 ลิตร Twin-Turbocharged ทรงพลัง 750 แรงม้า ด้วยแรงบิด 800 นิวตันเมตร ระบบขับเคลื่อนล้อหลังใหม่ สอดประสานกันกับชุดเกียร์ 7 สปีดเอื้อให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 2.8 วินาที และเร่งความเร็วจาก 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.2 วินาที สำหรับรุ่นคูเป้ และ 7.3 วินาที สำหรับรุ่นสไปเดอร์


         โครงสร้างหลักแบบโมโนค็อกพร้อมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ การใช้เบาะนั่งแบบรถแข่งที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์และล้อน้ำหนักเบาที่สุดที่ติดตั้งในโมเดลมาตรฐาน คือกุญแจสำคัญที่ส่งผลให้แมคลาเรน 750S เบากว่า 720S ถึง 30 กิโลกรัม นอกจากนี้น้ำหนักรถเปล่ายังเบาสูงสุด เพียง 1,277 กิโลกรัม เบากว่าคู่แข่งหลักถึง 193 กิโลกรัม
 

           การออกแบบภายในได้รับการปรับแต่งใหม่ทั้งหมดโดยให้ความสำคัญกับคนขับเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ชูนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นจอควบคุม Active Dynamic Settings ติดตั้งตรงคอพวงมาลัยรถ และสวิทช์แบบคันโยก ทำให้คนขับสามารถปรับโหมดช่วงล่างและระบบส่งกำลังได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยแมคลาเรน 750S ยังภูมิใจนำเสนอ McLaren Control Launcher (MCL) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของแมคลาเรน ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในรุ่นนี้ อำนวยความสะดวกให้คนขับสามารถบันทึกโหมดการขับที่ชื่นชอบ สร้างประสบการณ์การขับตามความต้องการเฉพาะบุคคลได้ และเลือกใช้ได้ทันทีเพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านปุ่ม MCL ทรงเอกลักษณ์รูป Speedmark ซึ่งใช้ควบคุมได้หลากหลายฟังก์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอากาศพลศาสตร์ การตั้งค่าระบบส่งกำลัง และระบบเกียร์ เพิ่มเติมความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย Apple CarPlay® ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นนี้ และที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบบ USB-C และ USB-A พร้อมด้วยหน้าจอ Central Information Screen แบบใหม่ กล้องมองหลังและกล้องมองรอบรถที่อัพเกรดให้มีความละเอียดและภาพคมชัดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมี ระบบ Vehicle-Lift ใหม่ล่าสุด เพียงปุ่มเดียวก็สามารถยกด้านหน้าของรถขึ้นได้อย่างฉับพลันใน 4 วินาที ซึ่งเร็วกว่ารถแมคลาเรนรุ่นอื่นๆ และเร็วกว่าแมคลาเรน 720S (ที่ใช้เวลา 10 วินาที)


     ไฮไลท์อีกหลายอย่างในรุ่นนี้ ได้แก่ ชุดท่อไอเสียด้านท้ายกลางตัวรถที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก McLaren P1™ ส่งมอบเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เร้าใจ พร้อมการปรับแต่งอคูสติกให้โทนเสียงแตกต่าง คมชัด และค่อยๆ ดังขึ้นในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น มาพร้อมชุดช่วงล่างใหม่ล่าสุด PCC III (McLaren’s Proactive Chassis Control linked-hydraulic suspension)  ชุดสปริงและชุดดูดซับแรงกระแทกแบบน้ำหนักเบาที่คำนวณและออกแบบใหม่เพื่อความคล่องตัวกว่าในการขับ ชุดพวงมาลัยแบบ electro-hydraulic ที่เลื่องชื่อผนวกอัตราทดที่เร็วขึ้นเพื่อการเข้าโค้งที่คมมากยิ่งขึ้น ระบบเบรกใหม่อัพเกรดมาพร้อมชุดเบรกเซรามิค ชุดปั๊มสุญญากาศและบูสเตอร์ชุดใหม่ และชุดโมโนบลอค แคลิเปอร์ (monobloc caliper) ที่พัฒนาต่อยอดจากระบบเบรกของแมคลาเรน เซนนา (McLaren Senna) เทคโนโลยีระบายความร้อนแคลิเปอร์เบรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถฟอร์มูล่าวัน


     ไมเคิล ไลเธอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แมคลาเรน ออโตโมทีฟ กล่าวว่า “เมื่อเราออกแบบและผลิตรถที่นักขับทั้งหลายต่างยอมรับว่ามันเป็นมาตรฐานของซูเปอร์คาร์ หากจะสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งขึ้นไปอีก เราต้องศึกษารายละเอียดทุกแง่มุม ทั้งยังต้องทุ่มเทอย่างหนักเพื่อพัฒนาและยกระดับให้เหนือกว่ามาตรฐานดังกล่าวอีกครั้ง และนี่คือสิ่งที่เรามุ่งมั่นจนมาเป็นแมคลาเรน 750เอส รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ด้วยความผสมผสานทั้งน้ำหนักที่เบายิ่งขึ้น สมรรถนะเครื่องยนต์ V8 และสัมผัสการขับที่ดีเยี่ยม ล้วนสร้างประสบการณ์การขับซูเปอร์คาร์ที่ดียิ่งขึ้น ล้ำหน้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยกระดับมาตรฐานใหม่ในวงการ ส่งผลให้ขับสนุกเร้าใจและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างนักขับและตัวรถอย่างแท้จริง”


    การออกแบบของแมคลาเรน 750S สไปเดอร์ มุ่งเน้นให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเช่นกัน จุดเด่นของรุ่นนี้ คือ หลังคาแบบ Retractable Hard Top (RHT) ที่สามารถเปิดปิดได้เร็วกว่า 11 วินาทีที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อม Rollover Protection System และส่วนบนของโครงสร้างด้านหลังเชื่อมกันกับโมโนค็อก ที่มีคาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุหลัก และด้วยความแข็งแรงของวัสดุนี้ จึงไม่ต้องเสริมความแข็งแรงเพิ่มเติม จึงทำให้มั่นใจว่าแมคลาเรน 750S สไปเดอร์ จะขึ้นสู่ผู้นำในกลุ่มตลาดนี้ด้วยสัดส่วน 566 แรงม้าต่อตัน และตัวรถเปล่าที่เบาที่สุดที่ 1,326 กิโลกรัม


         รายละเอียดของแมลลาเรน 750S ที่ได้รับการพัฒนาและต่อยอด ให้แตกต่างจากแมคลาเรน 720เอส อาทิ ส่วนของปลายด้านหน้ารถ (จมูกรถ) ที่ต่ำลง ออกแบบให้ช่องรับอากาศเข้าบริเวณไฟหน้าหรือ Eye Socket ให้แคบลง Sill Air Intake แบบใหม่ ช่องรับอากาศเข้าแบบใหม่บริเวณซุ้มล้อหลัง ระบบควบคุมอากาศพลศาสตร์ด้านหลังพร้อมปรับการออกแบบเพิ่มความยาวส่วนหลังเพิ่มรีดลมไปยังปีกคาร์บอนไฟเบอร์ด้านหลังที่ออกแบบให้สูงขึ้นและยาวขึ้น โดยปีกชุดนี้อยู่เหนือชุดท่อไอเสียตรงกลาง ออพชั่นสำหรับชุดตกแต่งไฟหน้ามีให้เลือกทั้งแบบสีเดียวกับตัวรถและแบบคาร์บอนไฟเบอร์ หรือจะเป็นชุดช่องรับอากาศแบบใหม่ทั้งที่กันชนหน้าและกันชนหลังก็มีให้เลือกเช่นกันในหมวดหมู่วัสดุน้ำหนักเบา (lightweight material) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแมคลาเรน


          ทัศนวิสัยการขับที่ดีรอบด้านบนโครงสร้างหลักแบบโมโนค็อกพร้อมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มี A-pillar แบบบางพิเศษและ C-pillar แบบโปร่งแสงทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มแสงธรรมชาติให้เข้ามาให้ห้องโดยสารได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ คนขับยังสามารถมองเห็นเครื่องยนต์ได้จากภายในห้องโดยสาร พร้อมความมั่นใจในการบริการสูงสุดกับการรับประกันถึง 3 ปี


    แมคลาเรน แบงคอก ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยโชว์รูมตั้งอยู่บนถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเต็มประสิทธิภาพ มอบบริการซ่อมบำรุง และบริการหลังการขายแบบครบวงจร ตลอดจนช่างยนต์มีความชำนาญอย่างมืออาชีพที่ได้เข้ารับการฝึกอบรมโดยตรงจากทางทีมของ McLaren Automotive และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาของรถยนต์ได้ถูกต้องและรวดเร็ว
        สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ McLaren Bangkok ที่เบอร์ 02-321-1111 หรือ Facebook/IG/Youtube: McLaren Bangkok

"อาระแต แซ่บยกครัว นัวร์ยกซด" น้ำปลาร้าปรุงสุกแบรนด์ใหม่ สูตรครอบครัวคนอีสานเมืองเกินร้อย

"อาระแต แซ่บยกครัว นัวร์ยกซด"

น้ำปลาร้าปรุงสุกแบรนด์ใหม่

สูตรครอบครัวคนอีสานเมืองเกินร้อย


       "อาระแต" น้ำปลาร้าพันล้าน น้ำปลาร้าปรุงสุกแบรนด์ใหม่ สูตรจากครอบครัวคนอีสานเมืองเกินร้อย ผลิตภัณฑ์ฑ์แรกของบริษัท อีสานอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ตำบลหนองฮี อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด รับรอง "แซ่บยกครัว นัวร์ยกซด" แน่นอน
        ขวัญเรือน สุขศรีนวล ผู้ผลิต กล่าวว่า น้ำปลาร้าพันล้าน "อาระแต" ผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าน้องใหม่ เกิดจากความคิดของคุณน้ากับหลานๆ ที่ชอบทำอาหารเป็นต้นทุน เลยอยากจะมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้สูตรตำรับรสชาดของครอบครัวได้ส่งต่อให้ผู้คนได้ลิ้มลอง


         "อาระแต" น้ำปลาร้าพันล้าน ปรุงรสต้มสุก ผลิตด้วยวัตถุดิบที่สะอาด มีคุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ บรรจุในบรรจุภัณฑ์คุณภาพดีขนาด 400 มล. หุ้มพลาสติกอย่างดี มีสลากตราสัญลักษณ์ที่ชัดเจน จากโรงงานที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยมีใบสำคัญการจดแจ้งรายละเอียดและได้รับตราสัญญลักษณ์มาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน หรือ อย. จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
         "อาระแต" น้ำปลาร้าพันล้าน ปรุงรสต้มสุก ถูกสุขลักษณะ อนามัย สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้ง ตำ ยำ หรือแกง รสชาดจากตันตำรับครอบครัวคนอีสานเมืองเกินร้อย (ร้อยเอ็ด) และได้ปรับสูตรให้เข้าได้กับทุกครัวเรือนในทุกภาค ด้วยการผลิตที่สะอาด มีคุณภาพ และพิถีพิถัน ทำให้เชื่อมั่นและมั่นใจได้ว่าลิ้มลองแล้ว "รสชาด "แซบยกครัว นัวส์ยกซด" ตามสโลแกนของเราแน่นอน เปลี่ยนความจำเดิมๆ ที่ที่คนทั่วไปจะกลัวและห่วงใยในเรื่องของสุขลักษณะ


          น้ำปลาร้าพันล้าน "อาระแต" ปรุงรสต้มสุก "แซ่บยกครัว นัวร์ยกซด" บรรจุ 400 มล. ราคาขวดละ 35 บาท หมาะแก่กาทุกครัวเรือนของทุกบ้าน 
         ผู้สนใจที่จะเป็นตัวแทนจำหน่าย "อาระแต" น้ำปลาร้าพันล้าน ปรุงรสต้มสุก สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร 062-425-2896 หรือเข้ามาดูข้อมูลเพิ่มได้ที่ Page Facebook : น้ำปลาร้า คุณนายอาระแต
         และในอนาคต บริษัทฯ ก็ตั้งใจจะทำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่เป็นอาหารของชาวอีสานออกสู่ตลาดให้กับพี่น้องทุกๆ ภาค รวมถึงคนที่อยู่ต่างประเทศได้มีโอกาสรับประทานอาหารที่ตัวเองคิดถึง

"ฐาปนีย์" ผู้ว่า ททท. เปิดงาน พร้อมแลกเปลื่ยนความรู้ ผ่าน Zoom ในงาน Andaman Tourism​Networking 2023

"ฐาปนีย์" ผู้ว่า ททท. เปิดงาน พร้อมแลกเปลื่ยนความรู้  ผ่าน Zoom ในงาน Andaman Tourism​Networking 2023




          นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแลกเปลื่ยนความรู้ผ่าน Zoom ภายในงาน Andaman Tourism​ Networking 2023 ซึ่งจัดขึ้นีะหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2566 โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) นำโดยนายชำนวัสดิ์สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตและ TCEB รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กว่า 10 หน่วยงาน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน​ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวได้เจรจาจับคู่ธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงมิติการท่องเที่ยว รวมถึงนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวภายในคลัสเตอร์อันดามัน ให้กับสมาชิกสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วประเทศไทยกว่า 500 ราย​ ณ โรงแรมรอ แยล ภูเก็ต ซิตี้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566





      นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. กล่าวว่า วันนี้ได้ร่วมแชร์เรื่องการบริหารความเสี่ยง และแนวทางในการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. การออกแบบและพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์และแตกต่าง
2. การนำเสนอสินค้าและประสบการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยที่คุ้มค่าคุ้มราคาและคุ้มกับเวลาให้แก่นักท่องเที่ยว
3. การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการบริการ





         ซึ่งตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน ในระหว่างวันที่ 7 - 9 ตุลาคม พ.ศ.2566 นี้ ก็มีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของปี 2567" โดย นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านการตลาดในประเทศ ททท. เข้าร่วมการเสวนา, การออกบูธแสดงสินค้ามากกว่า 100 บูธ  อาทิ บูทเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต บูธบริษัทนำเที่ยว และบูธสายการบิน, การแข่งขันทำอาหารและเครื่องดื่ม อีกด้วย​
#​Amazingthailand​
#365วัน​มหัศจรรย์​เมือง​ไทย​เที่ยวได้ทุกวัน​ #AndamanTourism Networking2023





         

ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ดงาน “SIAM YOUTH SQUARE”

ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ด งาน “SIAM YOUTH SQUARE” เปลี่ยนพื้นที่กลางเมืองเป็นเวทีแจ้งเกิดของเยาวชนไทย       ที่...