วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

งานโรดโชว์โป๋อ่าวเล่อเฉิง ณ ประเทศไทย บรรลุความร่วมมือหลายรายการ

งานโรดโชว์โป๋อ่าวเล่อเฉิง ณ ประเทศไทย บรรลุความร่วมมือหลายรายการ 

เร่งความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระหว่างประเทศให้ก้าวไปอีกขั้น

      งานโรดโชว์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นานาชาติโป๋อ่าวเล่อเฉิง มณฑลไห่หนาน ในฐานะ “ดาวรุ่งแห่งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แห่งเอเชีย” ได้จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย​ โดยได้รับเกียรติจาก นายจี้เถี่ยจวิน อธิบดีสำนักงานกำกับดูแลยาสินค้าและเวชภัณฑ์มณฑลไห่หนาน นางหนิงหงเวิน ประธานสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมณฑลไห่หนาน นายเจิ้งจิน รองผู้อำนวยการกองอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ สำนักอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมณฑลไห่หนาน พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานพยาบาล บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ และผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในเขตนำร่องโป๋อ๋าวเล่อเฉิง ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาของไทย อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลพญาไท​ กว่า 100 คนเข้าร่วมงาน  เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม​ 2569​ ที่ผ่านมา

      กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยเขตนำร่องการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นานาชาติโป๋อ่าวเล่อเฉิง มณฑลไห่หนาน โดยใช้รูปแบบการผสมผสาน 3 มิติเข้าด้วยกัน ได้แก่ การนำเสนอข้อมูลในหัวข้อพิเศษ การจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์แห่งอนาคต และสัมผัสประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของมณฑลไห่หนาน เพื่อนำเสนอศักยภาพทางอุตสาหกรรมและข้อได้เปรียบทางนโยบายของเขตนำร่องเล่อเฉิงอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งยังสร้างแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนและความร่วมมืออย่างยั่งยืนด้านในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพระหวางจีน-ไทย

       และปีนี้เป็นปีครบรอบ 51 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย ด้วยภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิดและความผูกพันทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ประกอบกับนโยบายยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน ยิ่งมีส่วนช่วยในการผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านการแพทย์ สุขภาพ การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนานในด้านการบริการระดับสากล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการบริหารจัดการตลาด ขณะที่มณฑลไห่หนานได้มีนโยบายท่าเรือการค้าเสรี สภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์และทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทำให้มีพร้อมทั้งข้อได้เปรียบทางนโยบายที่เปิดกว้างและความสะดวกทางภูมิศาสตร์ โดยจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายนี้สามารถส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างมาก จึงทำให้มีพื้นที่ความร่วมมือที่กว้างใหญ่ในการร่วมกันขยายตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก

     นายฟู่เฉิง ผู้อำนวยการสำนักบริหารเขตนำร่องการท่องเที่ยวทางการแพทย์นานาชาติโป๋อ่าว เล่อเฉิง​ กล่าวว่า เขตนำร่องเล่อเฉิง เป็นเขตพิเศษทางการแพทย์เพียงแห่งเดียวของจีนที่ได้รับการจัดตั้งจากคณะรัฐมนตรีจีน ทั้งยังเป็นหน้าต่างบานสำคัญในการเปิดสู่ภายนอกและการพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูงของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ด้วยนโยบาย “อนุมัติให้ทดลองและนำร่องใช้ก่อน” ที่ให้สิทธิพิเศษในด้านยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหารแบบพิเศษ รวมถึงเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ใหม่ ๆ ทำให้เขตเล่อเฉิงสามารถนำเข้านวัตกรรมทางการแพทย์ล้ำสมัยระดับโลกมาใช้ได้ เพื่อช่วยให้ประชาชนภายในประเทศและประเทศใกล้เคียงสามารถเข้าถึงบริการตรวจวินิจฉัยและรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัยระดับสากลได้ในพื้นที่แห่งนี้ ปัจจุบัน การก่อสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะที่พลังขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเขตเล่อเฉิงเองก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ระหว่างจีน-ไทย

   ด้าน​ ดร.กันยารัตน์ กุยสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กระทรวงสาธารณสุข​ กล่าวว่า ประเทศไทยมีระบบบริการทางการแพทย์ระดับสากลที่ครบครันและ พร้อมทั้งมีทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยจากทั่วโลกที่เดินทางมารับการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โป๋อ๋าวเล่อเฉิง เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เปิดกว้างและสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ของจีน ซึ่งได้สะสมประสบการณ์อันทรงคุณค่าทั้งในด้านการบังคับใช้นโยบายสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ การนำเข้ายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับสากล ตลอดจนการรวมตัวของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ จึงถือเป็นต้นแบบที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ จากการหารือเชิงลึกร่วมกับสำนักงานบริหารเขตเล่อเฉิงในช่วงที่ผ่านมา พบว่าทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่ความร่วมมือที่กว้างขวาง ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการแพทย์ การพัฒนาร่วมด้านบุคลากร และการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างกันแบบสองทาง ด้วยเหตุนี้จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตจะสามารถสร้างความสัมพันธ์เชิงความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อไป

ในช่วงการนำเสนอข้อมูล สำนักงานบริหารเขตเล่อเฉิง พร้อมด้วยสถานพยาบาลภายในเขตนำร่อง ได้แก่ โรงพยาบาลฮว๋าซีเล่อเฉิง มหาวิทยาลัยเสฉวน โรงพยาบาลฮว๋าหาน (ไห่หนาน) โรงพยาบาล เผิงป๋อ (ไห่หนาน) เผิงจงจื่อ และโรงพยาบาลเต๋อหย่าไห่หนาน ได้ร่วมกันนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาพรวมของเขตนำร่องเล่อเฉิง ตลอดจนผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการบริการของแต่ละโรงพยาบาล โดยเน้นย้ำถึงจุดแข็งที่เป็นหัวใจสำคัญ อาทิ นโยบายการแพทย์สิทธิพิเศษของเขตนำร่อง การประยุกต์ใช้ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ล้ำสมัยระดับโลกในทางคลินิก การตรวจรักษาเฉพาะทาง ตลอดจนบริการที่บูรณาการการฟื้นฟูสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ สายการบินไห่หนานแอร์ไลน์ยังได้แนะนำเครือข่ายเส้นทางบินและบริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ข้ามแดน

    ภายในงานได้มีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือรวมทั้งสิ้น 3 ฉบับ โดยสำนักงานบริหารเขตเล่อเฉิง ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันแสวงหาความร่วมมือในหลากหลายมิติ อาทิ การสร้างและพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา การฝึกงานและการฝึกปฏิบัติจริง การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การจัดสัมมนาเฉพาะทาง โครงการนวัตกรรม ตลอดจนการวิจัยเชิงประยุกต์

       บริษัท ไห่หนาน โป๋อ่าว เล่อเฉิง เหวินฮว่า ฉ่านเย่ ฟาจ่าน จำกัด (Hainan Boao Lecheng Cultural Industry Development Co., Ltd.)  ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ของไทย โดยทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงความร่วมมือเชิงลึกในการดึงดูดและส่งต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ข้ามแดนระหว่างกัน การร่วมกันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ การส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการเชื่อมโยงและแบ่งปันทรัพยากรทางอุตสาหกรรม เพื่อผนึกกำลังสร้างระบบความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ข้ามแดนระหว่างจีน-ไทย ที่มีความต่อเนื่อง มีมาตรฐาน และมีขนาดใหญ่

     และ โรงพยาบาลเต๋อหย่าไห่หนานได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท แบงคอก จีโนมิกส์ อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (Bangkok Genomics Innovation Public Company Limited) โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันในรูปแบบพันธมิตรทางวิชาการทางการแพทย์ข้ามแดน เพื่อการรักษาเชิงการกุศลที่มุ่งเน้นการแทรกแซงทางพันธุศาสตร์การเจริญพันธุ์สำหรับโรคธาลัสซีเมีย พร้อมทั้งมุ่งเน้นความร่วมมือทางการแพทย์ข้ามแดนเพื่อรับมือกับโรคทางพันธุกรรมที่มีอัตราการอุบัติสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   การจัดงานโรดโชว์ที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระหว่างจีน-ไทย โดยเขตนำร่องโป๋อ่าวเล่อเฉิง จะใช้วาระนี้เป็นโอกาสในการเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการแพทย์และสาธารณสุขกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการเชื่อมโยงและแบ่งปันทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง ตลอดจนเติมพลังขับเคลื่อนใหม่ให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ต่อไป

7月22日,“亚洲医旅新锐”海南博鳌乐城国际医疗旅游推介会在泰国曼谷举办。本次活动由海南博鳌乐城国际医疗旅游先行区管理局主办,以专场主题推介、前沿医疗科技实物展示、海南特色康养文旅沉浸式体验三位一体的融合模式,全方位展示乐城先行区的产业实力与政策优势,搭建中泰医疗康养产业常态化交流合作平台。

      今年是中泰建交51周年。两国地缘相近、人文相亲,互免签证政策的实施进一步推动了卫生健康与文化旅游领域的务实合作。泰国作为全球知名的医疗旅游目的地,在国际化服务、康养度假和市场运营方面积累深厚;海南则依托自由贸易港政策、优良生态环境和丰富旅游资源,兼具开放优势与区位便利。双方优势互补性强,在共同拓展亚洲及全球医疗旅游市场方面具有广阔合作空间。

      乐城管理局局长傅晟表示,博鳌乐城先行区是中国唯一由国务院批复设立的“医疗特区”,也是海南自贸港对外开放和高质量发展的重要窗口。依托特许药械、特殊食品及生物医学新技术等“先行先试”政策,乐城已实现全球前沿医疗成果的同步引进,国内及周边国家民众可在此获得国际先进诊疗服务。当前,海南自贸港建设加速推进,乐城医疗旅游活力持续增强,中泰医疗健康产业合作迎来新机遇。期待与泰方在共建跨境医疗旅游服务网络、深化医疗创新与产业合作、促进康养理念与服务融合等方面加强协作,让创新成果惠及两国及更多国家民众。

     乐城管理局局长傅晟表示,博鳌乐城先行区是中国唯一由国务院批复设立的“医疗特区”,也是海南自贸港对外开放和高质量发展的重要窗口。依托特许药械、特殊食品及生物医学新技术等“先行先试”政策,乐城已实现全球前沿医疗成果的同步引进,国内及周边国家民众可在此获得国际先进诊疗服务。当前,海南自贸港建设加速推进,乐城医疗旅游活力持续增强,中泰医疗健康产业合作迎来新机遇。期待与泰方在共建跨境医疗旅游服务网络、深化医疗创新与产业合作、促进康养理念与服务融合等方面加强协作,让创新成果惠及两国及更多国家民众。

      泰国卫生部医疗枢纽产业促进处处长甘雅拉·贵素婉博士表示,泰国拥有成熟的国际医疗服务体系和丰富的康养旅游资源,每年接待大量国际患者前来就医和疗养。博鳌乐城是中国医疗开放创新的重要平台,在创新政策落地、国际药械引进和产业集聚等方面积累了丰富经验,对泰国推进医疗枢纽建设具有重要借鉴意义。通过前期与乐城管理局的深入沟通,双方在医疗技术交流、人才联合培养、患者双向转介等方面存在广阔合作空间,期待未来能建立更加紧密的协作关系,推动实质性合作项目落地。

     推介环节,乐城管理局及四川大学华西乐城医院、华韩(海南)医院、鹏博(海南)硼中子医院、海南德雅医院等园区医疗机构,分别就乐城先行区整体情况及各自医院的产品、技术和服务进行了专题推介,重点展示先行区特许医疗政策、国际前沿药械临床应用、特色专科诊疗以及康养融合服务等核心优势。海南航空就航线网络及旅游配套服务作了介绍,为跨境医疗旅游提供便捷的交通保障。

      活动现场举行了三场签约仪式。乐城管理局与泰国朱拉隆功大学签署合作协议,双方将在学生培养、实习实训、学术交流、专题研讨、创新项目、应用研究等方面探索合作。

     海南博鳌乐城文化产业发展有限公司与泰国国内旅游协会签署合作协议,双方就跨境医疗旅游双向客源导流、特色产品联合研发、海内外市场协同推广、产业资源互通共享达成深度合作共识,合力构建常态化、标准化、规模化的中泰跨境医疗旅游合作体系。海南德雅医院与曼谷兴泰基因(BKGI)签署合作协议,双方将围绕地中海贫血生殖遗传干预开展跨境公益诊疗学科联盟合作,聚焦东南亚高发遗传病开展跨境医疗协作。

     此次推介会的成功举办,标志着中泰医疗旅游合作迈出实质性步伐。博鳌乐城先行区将以此次推介会为契机,持续深化与泰国在医疗健康领域的交流合作,推动更多优质医疗资源互联互通,为医疗旅游产业发展注入新动能。

     海南省药品监督管理局局长冀铁军、海南省贸促会会长宁虹雯、海南省工业和信息化厅生物医药产业处副处长曾金,博鳌乐城园区医疗机构、医疗科技企业、康养服务企业等代表;泰国旅游和体育部、公共卫生部、国家旅游局、泰国工业联合会、泰国旅行社协会、朱拉隆功大学、帕亚泰医院等泰方政府部门、行业机构及高校代表100余人参加活动。

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจัดงานใหญ่ Heart & Hand : Life Skills Center

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจัดงานใหญ่ Heart & Hand : Life Skills Center 

เพื่อสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

     สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นำโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดงาน Heart & Hand : Life Skills Center พื้นที่สร้างสรรค์ แบ่งปันแรงใจ ฝึกทักษะชีวิต ผู้บกพร่องทางจิต และประชุมสามัญครั้งที่ 23 ประจำปี 2568 โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง (ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) เป็นประธานเปิดงาน สำหรับงานในครั้งนี้จัดขึ้น​ เมื่อวันที่​ 21 กรกฎาคม​ ​2569

     งาน Heart & Hand : Life Skills Center จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 - 22 กรกฎาคม​ ​2569​ ณ​MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

     นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ จากคำกล่าวรายงานนั้นทำให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งต้องการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ใความรู้ความเข้าใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน ให้ผู้ป่วยมีความพร้อมในการออกสู่สังคมได้ด้วยตัวเอง เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อสาร รวมถึงเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตใจและอารมณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมและฝึกทักษะพื้นฐานด้านอาชีพ รวมถึงเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและพื้นที่ปลอดภัย ให้เป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันแรงใจระหว่างผู้ป่วย ครอบครั้ว และชุมชน รวมถึงให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพจิตเพื่อลดการตีตราในสังคม รวมทั้งได้แผนการขับเคลื่อนงานของสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ของเครือข่ายภาค-เขต และชมรมตะวันทอแสงปี 2570”

 

      นางสาวธนพร แสงศิรประภา (องค์กรของคนพิการ โดยคนพิการ และเพื่อคนพิการ) กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่า “การงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน การฝึกฝนให้ผู้บกพร่องทางจิตสามารถดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เพื่อลดภาระของผู้ดูแล มีความพร้อมในการออกสู่สังคมได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการพัฒนาทักษะทางสังคม และการสื่อสาร การฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตใจและอารมณ์ และเพื่อการเผยแพร่ศักยภาพ สร้างโอกาสทางอาชีพ โดยผ่านการเปิดพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือของคนพิการ ผู้ดูแลและองค์กรเครือข่าย นำไปสู่ความมั่นคงทางรายได้ และการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป”

     นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิต พัฒนาคุณภาพชีวิต และสนับสนุนผู้บกพร่องทางจิต ให้ได้ใช้ชีวิตและอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยมีชมรมเครือข่ายทั่วประเทศจำนวน 114 ชมรม ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสมาชิกรายบุคคลทั้งหมด 8,423 คน เป็นสมาชิกสามัญจำนวน 5,970 คน แบ่งเป็นคนพิการทางจิต 4,282 คน ผู้ดูแล 1,686 คน สมาชิกวิสามัญ 2,453 คน

     กิจกรรมภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน ประกอบด้วย นิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต และหน่วยงาน สมาคมฯ จำนวนมาก และกิจกรรมบนเวที อาทิ การบรรยายหัวข้อต่างๆ เช่น “ผู้บกพร่องทางจิตสามารถประกอบอาชีพอิสระหรือทำงานได้จริงหรือเปล่า”, “การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยจิตเวชในสังคมควรทำอย่างไร” และการเสวนาในหัวข้อ “ความสำคัญของครอบครัว : ยาใจเข็มแรกและการฟื้นฟูที่ยั่งยืน”, “ผู้บกพร่องทางจิต ป่วยแล้ว สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้หรือเปล่า” , “การมองข้ามความบกพร่องและเน้นที่ทักษะการทำงานจริงของคนพิการ”

     ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การแบ่งกลุ่ม เพื่อ “ทำแผนการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของเครือข่ายผู้ดูแลคนพิการทางจิตสมาคม เพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยประจำปี 2569” โดยเครือข่าย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคใต้ เขตกรุงเทพมหานคร และชมรมตะวันทอแสง ร่วมกันทำกิจกรรม เพื่อการดูแล และพัฒนาศักยภาพผู้บกพร่องทางจิตอย่างยั่งยืน

สำหรับเครือข่าย หรือผู้สนใจ สามารถติดตาม ข่าวสาร ความเคลื่อนไหว สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตได้ที่ Fanpage Facebook : สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ( https://www.facebook.com/amidmh.th )  


วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สธทท.​ ร่วมลงนาม MOU กับ​ ​3​ สมาคมท่องเที่ยวไทย ผนึกกำลังขับเคลื่อน “Green Tourism Ecosystem”

สธทท.​ ร่วมลงนาม MOU กับ​ ​3​ สมาคมท่องเที่ยวไทย

ผนึกกำลังขับเคลื่อน “Green Tourism Ecosystem” 

ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

     นายนันทพล ไข่มุกด์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA)​ ดร. สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย​ ​(สธทท.)​ นายวิทวัส เมฆสุด​ นายกสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.)​ และนายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต​ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)​ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน​ (Green Tourism Ecosystem) ของประเทศไทย​ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุน Green Economy และเป้าหมาย Net Zero for Tourism มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล​ และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืนของอาเซียน  โดยได้รับเกียรติจาก คุณพันธ์ทิพา ศกุนต์ไชญ​ ที่ปรึกษากรรมการบริหาร​ บริษัท ทีวีพูล กรุ๊ป จำกัดและ​ Mr. Xiaokun Gao  Country Manager​ ตัวแทนสื่อมวลชนจาก sanook.com และ Tencent (Thailand) มาร่วมแสดงความยินดีและร่วมพูดคุยถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย ณ​ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารทีวีพูล​ ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ​ เมื่อวัน​จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569

     ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) กล่าวว่า​ "การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย ในการร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย" หรือ "Green Tourism Ecosystem" ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

      ในนามของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นภาคีในความร่วมมือครั้งนี้ เพราะเชื่อมั่นว่า "การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน" ไม่ใช่เพียงแนวโน้มของโลก แต่เป็นทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างจริงจัง​ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับชุมชน ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐาน พัฒนาองค์ความรู้ และปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

     สำหรับบทบาทของ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ จะมุ่งผลักดันสมาชิกให้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตามกรอบความร่วมมือของ MOU 

"ผมเชื่อมั่นว่า การรวมพลังของทั้ง 4 สมาคมในวันนี้ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม"

     ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายก​ สธทท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะต่อไป สมาคมพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero for Tourism อย่างเป็นรูปธรรม

     และต้องขอบคุณสมาคมพันธมิตรทั้ง 3 สมาคม รวมถึงทุกหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวทุกภาคส่วน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ

"การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่ต้องร่วมมือกันสร้างอนาคตของการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน"

"สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย มุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล ผ่านความร่วมมือของทั้ง 4 สมาคม เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน ที่สร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และส่งต่ออนาคตที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย"

     ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่... สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) โทรศัพท์: 098 564 6145  E-mail: thaitourism.ttpa@gmail.com Facebook: www.facebook/ttpa.thaitourism




TEATA สธทท.​ สนท.​ และสทน.​ 4​ สมาคมท่องเที่ยว​ร่วมลงนาม MOU

 TEATA สธทท.​ สนท.​ และสทน.​ 4​ สมาคมท่องเที่ยว​ร่วมลงนาม MOU

ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย

     นายนันทพล ไข่มุกด์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA)​ ดร. สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย​ ​(สธทท.)​ นายวิทวัส เมฆสุด​ นายกสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.)​ และนายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต​ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)​ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน​ (Green Tourism Ecosystem) ของประเทศไทย​ โดยได้รับเกียรติจาก คุณพันธ์ทิพา ศกุนต์ไชญ​ ที่ปรึกษากรรมการบริหาร​ บริษัท ทีวีพูล กรุ๊ป จำกัดและ​ Mr. Xiaokun Gao  Country Manager​ ตัวแทนสื่อมวลชนจาก sanook.com และ Tencent (Thailand) มาร่วมแสดงความยินดีและร่วมพูดคุยถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย ณ​ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารทีวีพูล​ ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ​ เมื่อวัน​จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569

      การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง​ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) กับ​ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ในครั้งนี้​ ทั้ง 4​ สมาคมได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันโดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้


ข้อ​ 1. ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์​ โดยทั้ง​ 4​ สมาคม​ ตกลงร่วมมือกันดำเนินการเพิ่มคุณภาพ และทักษะการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบาย มาตรการ และกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero for Tourism) ในระยะยาว อาทิ โครงการ Electric Mobility for CNT, การอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน, การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล (Ecosystem Platform) ด้วยการบูรณาการข้อมูลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับสากล พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินการพัฒนาห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทาน ในด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการทำตลาดภายในประเทศ และยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อไปสู่ระดับสากล​


โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ

1.1 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบริหารจัดการ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถในด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแนวทางในการปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยว ให้พร้อมปรับตัวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในระดับสากล

1.2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการยกระดับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้ง​ 4​ สมาคม ผ่านการเข้ารับการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน (Low Carbon Tourism) การเดินทางแบบปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Electric Mobility for CNT) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero for Tourism ของประเทศไทย

1.3 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการของผู้ประกอบการจากทั้งสี่ฝ่าย พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการโดยใช้ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นช่องทาง​ เพื่อส่งเสริมการขายและการทำตลาดด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ตามเกณฑ์การรับรองมาตรฐานสากล ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลสมาชิกภายใต้ข้อตกลงนี้จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด 

1.4 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน (Green Tourism Ecosystem) ภายใต้มาตรการสำคัญในระยะต้น ได้แก่ การบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการเพื่อนำเข้าสู่แพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศต่อกลุ่มเป้าหมายทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย

1.5 เพื่อประสานความร่วมมือของทั้ง​ 4​ สมาคม ให้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภายนอก ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ชุมชน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานในระดับสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

ข้อ​ 2. หน้าที่ของสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ

2.1 ถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) ภายใต้กรอบงานวิจัยและบูรณาการความร่วมมือกับ ๓๒ องค์กร และจัดการอบรมให้กับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้งสี่สมาคม


2.2 พัฒนาแนวทางเพื่อส่งเสริมการตลาดและการเสนอขาย ผ่านระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) โดยมุ่งเน้นธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ยกระดับและร่วมสนับสนุนการพัฒนาสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม ให้ได้รับมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Tourism) ทั้งนี้ ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) และทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนาขึ้นก่อนการลงนามหรือระหว่างการดำเนินโครงการ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น 

2.3 สนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วม​ 4​ สมาคม เพื่อให้เข้าสู่แนวทางการรับรองมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ​ ทั้งระดับประเทศไทยและระดับสากล (Certified)

2.4 ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ส่งตัวแทนการอบรม วิทยากร และกิจกรรมการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการร่วมทุน​ 4​ สมาคม ที่ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมภาคสนามในอนาคต (Activity) โดยการดำเนินงานด้านการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าว ทั้งสี่สมาคมจะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละฝ่าย ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) เพื่อให้การขับเคลื่อนกิจกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


ข้อ​ 3. หน้าที่ของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) , สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) , สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ทั้ง 3 สมาคม มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ

3.1 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ผ่านแนวทางหรือระบบการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐาน (Certification Readiness) ที่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยสนับสนุน 

3.2 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นจากสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย เพื่อรวบรวมสินค้าบริการที่ได้รับมาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล เกิดช่องทางการขายและการทำตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับตลาดในประเทศ

3.3 ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ให้เข้าร่วมกิจกรรมภาคสนาม การอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่มีหน่วยงานพันธมิตรภายนอกเป็นผู้ร่วมสนับสนุน

3.4 ร่วมสนับสนุนบุคลากร งบประมาณ สถานที่ และทรัพยากรอื่นที่จำเป็นสำหรับการจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ตามข้อ 2 ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) ตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละสมาคม เพื่อมิให้ภาระในการดำเนินงานตกอยู่แก่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยแต่เพียงฝ่ายเดียว

ข้อ 4. ระยะเวลาความร่วมมือ

4.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป โดยมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี (พ.ศ. 2569 - 2572) นับตั้งแต่วันลงนาม ทั้ง​ 4​ สมาคม อาจตกลงกันเป็นหนังสือเพื่อยุติ หรือขยายระยะเวลาความร่วมมือการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงนี้ได้ โดยความเห็นชอบของทั้ง​ 4​ สมาคม

4.2 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกการเป็นภาคีในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ทั้งนี้ การบอกเลิกดังกล่าวจะไม่กระทบต่อโครงการหรือกิจกรรมที่คู่ภาคีได้ตกลงดำเนินการร่วมกันไปแล้วก่อนวันบอกเลิก

ข้อ 5. ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม และงานวิจัย

5.1 องค์ความรู้ เอกสาร หลักสูตร ซอฟต์แวร์ ระบบดิจิทัล เครื่องมือ งานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นใดที่แต่ละสมาคมมีอยู่ก่อนการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ หรือที่แต่ละสมาคมพัฒนาขึ้นเองระหว่างการดำเนินความร่วมมือ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น 

5.2 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ไม่มีผลเป็นการโอนสิทธิ์ในงานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล หรือทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง

ข้อ 6. การใช้ตราสัญลักษณ์และเครื่องหมายการค้า​ การใช้ตราสัญลักษณ์ ชื่อองค์กร หรือเครื่องหมายการค้าของแต่ละสมาคม ไม่ว่าในสื่อหรือช่องทางใด ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของเครื่องหมายก่อนทุกครั้ง 

ข้อ 7. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความลับ

7.1 การแลกเปลี่ยนหรือใช้ข้อมูลสมาชิกภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด 

7.2 ข้อมูลภายใน แผนธุรกิจ ข้อมูลสมาชิก ข้อมูลทางเทคนิค และข้อมูลทางการค้าที่คู่ภาคีเปิดเผยแก่กันภายใต้ข้อตกลงนี้ ให้ถือเป็นข้อมูลลับ และคู่ภาคีตกลงจะไม่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผย


ข้อ 8. ภาระผูกพันทางการเงินและรายได้จากกิจกรรม

8.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้มิได้ก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการเงินแก่คู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ เว้นแต่คู่ภาคีจะได้ตกลงกันเป็นหนังสือแยกต่างหากในแต่ละกรณี 

8.2 ในกรณีที่มีรายได้เกิดขึ้นจากกิจกรรมหรือโครงการใดๆ ที่ดำเนินการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ให้คู่ภาคีที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อตกลงเฉพาะโครงการ (Project Agreement) เพื่อกำหนดรายละเอียดการแบ่งปันผลประโยชน์ก่อนดำเนินการ 

ข้อ 9. สถานะความสัมพันธ์ทางกฎหมาย​ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการประสานความร่วมมือระหว่างคู่ภาคีเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะการเป็นตัวแทน หุ้นส่วน หรือกิจการร่วมค้าทางกฎหมายระหว่างคู่ภาคีแต่อย่างใด 

ข้อ 10. การแก้ไขปัญหา​ หากเกิดปัญหาหรือขัดข้องในการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ทั้ง​ ​4​ สมาคม​ จะร่วมพิจารณาหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ทำขึ้นเป็นสี่ฉบับ มีความถูกต้องตรงกัน ทั้ง ​4 สมาคมได้อ่าน และเข้าใจข้อความโดยละเอียดตลอดแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตรา (ถ้ามี) ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ

 


วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ จัด “CHULA STAFF MARKET FEST” ช้อปสนุก สินค้าดี จากใจชาวจุฬาฯ

จุฬาฯ จัด “CHULA STAFF MARKET FEST”

ช้อปสนุก สินค้าดี จากใจชาวจุฬาฯ สู่สยามสแควร์


     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ร่วมกับสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดงาน “CHULA STAFF MARKET FEST ช้อปสนุก สินค้าดี จากใจชาวจุฬาฯ สู่สยามสแควร์” ระหว่างวันที่ 18 – 19 กรกฎาคม 2569 ณ สยามสแควร์ Walking Street เพื่อเปิดพื้นที่ให้บุคลากรจุฬาฯ นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งสินค้า ของที่ระลึกและอาหารมาจำหน่าย ณ ใจกลางสยามสแควร์ สร้างสีสันความคึกคักให้กับพื้นที่สยาม พร้อมส่งเสริมศักยภาพด้านการเป็นผู้ประกอบการ สร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากร


      โดยมีพิธีเปิดงาน​ “CHULA STAFF MARKET FEST” เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 โดย​ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน​ พร้อมเยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้าของบุคลากร ​ มี​ ศ.ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน​ ท่ามกลางผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณบดี บุคลากรจุฬาฯ นิสิต และประชาชนที่มาร่วมงานอย่างคึกคัก


      ภายในงานมีร้านค้าจากบุคลากรคณะและหน่วยงานต่างๆ กว่า 50 ร้าน นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของชาวจุฬาฯ ในบทบาทของผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค งานคราฟต์ และสินค้าสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรมการแสดงดนตรีจากวงดนตรีของโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถมและฝ่ายมัธยม ตลอดทั้งสองวัน สร้างบรรยากาศแห่งความสุข กระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากร นิสิต เชื่อมโยงสู่ประชาชน


     ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การพัฒนามหาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะความเป็นเลิศทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับบุคลากรทุกคน การจัดงาน "CHULA STAFF MARKET FEST" จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนการสนับสนุนให้บุคลากรได้ต่อยอดความสามารถ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และนำศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับสังคมผ่านพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง เป็นการส่งเสริมทั้งเศรษฐกิจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาคมจุฬาฯ กับประชาชน ผู้มาเยี่ยมชมงานได้รับทั้งความสุข ความประทับใจ และได้ร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากบุคลากรของมหาวิทยาลัย


     การจัดงาน "CHULA STAFF MARKET FEST" เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย ผ่านการใช้ศักยภาพของพื้นที่สยามสแควร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรจุฬาฯ นำสินค้าและบริการของตนเองมาจำหน่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างรายได้เสริมและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ แม้มหาวิทยาลัยจะไม่สามารถเพิ่มรายได้ในรูปแบบเงินเดือนให้กับทุกคนได้ แต่สามารถใช้พื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์แก่บุคลากร พร้อมส่งเสริมการช่วยเหลือและอุดหนุนกันภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่สร้างคุณค่าร่วมกัน


“จุฬาฯ ตั้งใจผลักดันให้กิจกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สยามสแควร์เป็นพื้นที่ที่บุคลากรของมหาวิทยาลัยรู้สึกเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างแท้จริง โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงความถี่ของการจัดงาน แต่คือการสร้างความผูกพัน ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยให้เกิดขึ้นในหมู่บุคลากร ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคนในประชาคมจุฬาฯ”
 
     ด้าน​ ศ.ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า งาน "CHULA STAFF MARKET FEST" จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของบุคลากรจุฬาฯ สร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ และเปิดพื้นที่ให้บุคลากรได้แสดงศักยภาพด้านการเป็นผู้ประกอบการ สอดคล้องกับแนวทางที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิต ภายใต้นโยบายหลักของจุฬาฯ ที่มุ่งเน้น​“บุคลากรคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย” การดูแลบุคลากรจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสวัสดิการ แต่รวมถึงการสร้างโอกาสให้เติบโตทั้งในชีวิตและการทำงาน


      กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้าน People Excellence และ Internal Growth ภายใต้แนวคิด “Chula Togetherness” มุ่งส่งเสริมให้บุคลากรได้ต่อยอดความสามารถโดยการนำผลิตภัณฑ์และบริการจากฝีมือตนเองและครอบครัวมาจำหน่ายในพื้นที่ Walking Street สยามสแควร์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง สร้างรายได้เสริม ลดภาระค่าครองชีพ และพัฒนาทักษะด้านผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเชื่อมโยงบุคลากร นิสิต นักเรียน และประชาชนให้ได้เห็นศักยภาพของชาวจุฬาฯ


      การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย ได้แก่ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) สำนักบริหารระบบกายภาพ ศูนย์สื่อสารองค์กร และสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงคณะครุศาสตร์และโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งฝ่ายประถมและฝ่ายมัธยม ที่ร่วมจัดการแสดงดนตรีสร้างสีสันภายในงาน โดยได้รับการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มการรับรู้และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการชาวจุฬาฯ


      นอกจากนี้ การจัดงาน“CHULA STAFF MARKET FEST” ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 8: Decent Work and Economic Growth และ SDG 3: Good Health and Well-being ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรอย่างยั่งยืน​

งานโรดโชว์โป๋อ่าวเล่อเฉิง ณ ประเทศไทย บรรลุความร่วมมือหลายรายการ

งานโรดโชว์โป๋อ่าวเล่อเฉิง ณ ประเทศไทย บรรลุความร่วมมือหลายรายการ   เร่งความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระหว่างประเทศให้ก้าวไปอีกขั้น...