วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จุฬาฯ ผนึกกำลัง TOA ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ บูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์กับภาคธุรกิจ

จุฬาฯ ผนึกกำลัง TOA ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ

บูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์กับภาคธุรกิจ ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัญ​และบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัยเชิงประยุกต์ และการพัฒนาบุคลากรร่วมกันอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เรือน จุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาย จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามความร่วมมือและแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กรภาคธุรกิจ

     ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ ครอบคลุมการสนับสนุนข้อมูล การพัฒนางานวิจัยเชิงประยุกต์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการต่อยอดสู่การใช้งานจริงหรือเชิงพาณิชย์ โดยเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญจากหลายคณะของจุฬาฯ ทั้งด้านวัสดุและการออกแบบ ด้านการสื่อสาร ตลอดจนด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาด เข้ากับโจทย์อุตสาหกรรมของ TOA อย่างเป็นรูปธรรม

     ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผลกระทบ (Impact) ต่อสังคม” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับโลกความเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยจุฬาฯ เชื่อมั่นว่าการบูรณาการความเชี่ยวชาญข้ามศาสตร์ ทั้งด้านการออกแบบ วัสดุศาสตร์ การสื่อสาร และธุรกิจ เข้ากับประสบการณ์และศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม จะก่อให้เกิดงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคม พร้อมเปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต และเติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพที่สามารถสร้างคุณค่าให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน

      นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า TOA ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ว่าในโลกที่หมุนเร็ว นิยามของธุรกิจและการเรียนรู้ไม่อาจจำกัดอยู่ในกรอบเดิมอีกต่อไป TOA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตสี แต่ยกระดับสู่การ Total Solution ที่ตอบโจทย์การสร้างความสวยงาม การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งยังเชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่ หรือ “Power of New Gen” ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต พร้อมย้ำว่าการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงบประมาณ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้ลงมือทำจริง ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ การจัด Thesis Exhibition ในสาย Design & Architecture การบูรณาการงานด้านสถาปัตยกรรม นิเทศศาสตร์ และบัญชี บริหาร กิจกรรมด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการเรียนรู้แบบบูรณาการจาก มืออาชีพในสายงานต่าง ๆ โดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) ต่อสังคมและการพัฒนาบุคลากรคุณภาพในระยะยาว

     ความร่วมมือดังกล่าวจะส่งเสริมให้นิสิตจุฬาฯ ได้รับประสบการณ์จากสถานการณ์จริงของภาคธุรกิจ ผ่านโครงการวิจัยร่วม การฝึกงาน และการทำงานแบบสหกิจศึกษา ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และความเข้าใจบริบทอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัย และต่อยอดสู่นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

     พิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม และบทบาทของ TOA ในฐานะองค์กรธุรกิจที่มุ่งสร้างคุณค่าให้ประเทศ ผ่านการลงทุนในทุนมนุษย์และการเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้ คนรุ่นใหม่ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ









ททท. จัดใหญ่กิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน 2569 ในประเทศไทย

ททท. จัดใหญ่กิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน 

ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน 2569 ในประเทศไทย​ 

ดันตลาดจีนคึกคักรับปีม้า

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีน 2569 โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ (ททท.) พร้อมด้วย นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาแผนกวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พลตำรวจโทศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นางกรรณิการ์ เปรมประเสริฐ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายปฏิบัติการ 2) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมต้อนรับและมอบของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 663 และ สายการบินสปริงแอร์ เที่ยวบินที่ 9C7421 จากนครเซี่ยงไฮ้ถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสร้างความประทับใจ พร้อมแสดงถึงมิตรภาพอันอบอุ่นและกระชับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าเทศกาลตรุษจีนเป็นประเพณีสำคัญที่มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวจีนทั่วโลก และประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่จัดงานตรุษจีนได้ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกสาธารณรัฐประชาชนจีน สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างชาวไทยและชาวจีน ที่ร่วมกันเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุข ความอบอุ่น และการเริ่มต้นสิ่งดีงามไปด้วยกัน

     โดยบรรยากาศการเฉลิมฉลองอันคึกคักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตอกย้ำคำกล่าวที่คุ้นเคยกันดีว่า “จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน – จีนไทยครอบครัวเดียวกัน” ซึ่งสะท้อนความผูกพันอันยาวนานที่ได้รับการสืบทอดและหลอมรวมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต ตลอดจนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน

     กิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนในครั้งนี้ จัดขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ททท. จึงได้จัดเตรียมของที่ระลึกถุงส้มนำโชค บรรจุส้มสายน้ำผึ้งไทย สื่อความหมายถึง 4 ฤดูแสดงถึงคำอวยพรให้โชคดีมีชัยตลอดไป พร้อมกันนี้ ยังมอบบัตรของขวัญมูลค่ากว่า 8,000 บาท จาก Siam Piwat และผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากศรีจันทร์ (SRICHAND) เพื่อมอบให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเที่ยวบิน TG 663 สายการบินไทย และ เที่ยวบินที่ 9C7421 สายการบินสปริงแอร์ ซึ่งบินจากนครเซี่ยงไฮ้ถึงประเทศไทย เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเดินทาง การเข้าพัก ไปจนถึงการส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าและความหมาย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

     ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ททท. ได้เร่งบูสต์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แคมเปญจงไท่อี้เจียชิน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ทั้ง 5 สำนักงานของ ททท. ในตลาดจีนได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตรทั้ง Travel Agents และ OTA ชั้นนำในพื้นที่ ได้แก่ Qunar.com, Tongcheng, Fliggy, Klook, Tuniu, Guangzhou Comfort และ 6renyou จัดทำแพ็คเกจโปรโมชันสายการบินร่วมกับโรงแรมที่พักราคาพิเศษสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Holiday Air-Tel Scheme โดย ททท. ยังได้จับมือกับพันธมิตรสายการบินไทย และ King Power เพื่อร่วมส่งมอบสิทธิพิเศษ​ ส่วนลดสินค้าและบริการ เมื่อใช้จ่ายในร้านค้าของ King Power ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางกับสายการบินไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเฉลิมฉลองวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน

ซึ่ง ททท. จะยังคงเดินหน้ากระตุ้นตลาดด้วยการร่วมกับพันธมิตรจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงเทศกาลวันหยุด ทั้งในช่วงวันเชงเม้ง วันหยุดแรงงาน ปิดเทอมฤดูร้อน และเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันหยุดวันชาติ เพื่อเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย อาทิ Multi-Gen, ครอบครัว, Gen Z, กลุ่มพนักงานบริษัท ควบคู่ไปกับการทำคอนเท้นต์ประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวไทยภายใต้ธีมที่หลากหลายตลอดทุกเดือนผ่าน KOL และ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในตลาดจีน เพื่อผลักดันนักท่องเที่ยวจีนสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

     ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569 นักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 770,427 คน โดยในช่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงเดือนของเทศกาลตรุษจีน แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจนแตะ 30,000 คนต่อวัน ซึ่ง ททท. คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569 นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 241,000 คน





วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จุฬาฯ ผนึกกรมอนามัย เปิดตัว “เวฬา (VELA) รุ่นที่ 4”

จุฬาฯ ผนึกกรมอนามัย เปิดตัว “เวฬา (VELA) รุ่นที่ 4”

ติดอาวุธผู้นำองค์กรด้วย “AI และการแพทย์แห่งอนาคต”

ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub


     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ ร่วมกับ​ กรมอนามัย​ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวความร่วมมือด้านวิชาการ พร้อมเปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์และสุขภาพ “เวฬา รุ่นที่ 4” หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA) Batch 4” อย่างเป็นทางการ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการแพทย์ และการเดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้บริหารที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือสังคม สูงวัย ด้วยองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมแพทย์สมัยใหม่และประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลก พร้อมทั้งประกาศรายชื่อผู้นำองค์กรชั้นนำที่ผ่านการคัดเลือกรุ่นที่ 4 และความสำเร็จของหลักสูตรที่มีผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 4 รุ่น รวมกว่า 400 คน​ เมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4

     ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของความร่วมมือ ในครั้งนี้ว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Chula Togetherness & Growth” จุฬาฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับจากการเป็นสถาบันการศึกษาผู้ผลิตบัณฑิต สู่การเป็นผู้สร้าง “ผู้นำและนวัตกรรม” (Leaders and Innovators) ที่สามารถนำเทคโนโลยีไปขับเคลื่อนสังคมได้จริง

“โจทย์ใหญ่ของโลกและประเทศไทยในวันนี้คือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่อายุยืน แต่ต้อง ‘แก่ช้า อายุยืน และมีคุณภาพ’ (Live Long with Quality Vitality) หลักสูตรเวฬาจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น Platform ในการ Re-skill & Up-skill ผู้นำองค์กรจากทุกภาคส่วนให้มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับองค์กรและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub ของโลก”

     ด้าน​ รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาโดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการแพทย์ และการเดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้บริหารที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือสังคม สูงวัย ด้วยองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมแพทย์สมัยใหม่และประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลก พร้อมทั้งประกาศรายชื่อผู้นำองค์กรชั้นนำที่ผ่านการคัดเลือกรุ่นที่ 4 และความสำเร็จของหลักสูตรที่มีผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 4 รุ่น รวมกว่า 400 คนกล่าวว่า หลักสูตร “เวฬา” เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิทยาลัย สหศาสตร์บูรณาการ (เปลี่ยนจากบัณฑิตวิทยาลัย) คณะแพทยศาสตร์ และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ Degree Plus (บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด) เพื่อ บูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Medicine) เข้ากับมิติการบริหารจัดการและภาวะผู้นำในยุค Longevity Living หลักสูตรมุ่งเสริมศักยภาพผู้นำให้เข้าใจสุขภาพในฐานะปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรและชีวิตระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

     ส่วน นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมว่า กรมอนามัยตระหนักดีว่าลำพังนโยบายภาครัฐอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพ จำเป็นต้องอาศัย “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ ความร่วมมือกับจุฬาฯ ในหลักสูตรเวฬาต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่ 4 นี้ เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ โดยหลักสูตรเวฬารุ่นนี้มีความพิเศษคือการเน้นเรื่องนวัตกรรม (Innovation) และปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (AI in Medicine) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการยกระดับระบบสุขภาพไทยด้วยเทคโนโลยี

     ในการเปิดตัวหลักสูตรเวฬา 4 ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช ประธานอำนวยการหลักสูตร เผยถึงจุดเด่นของหลักสูตร VELA รุ่นที่ 4 ว่า หลักสูตรได้ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Health is the New Wealth” โดยวางเป้าหมายให้เป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรมที่ทำได้จริง (Actionable Innovation) “ไฮไลต์สำคัญของรุ่นนี้คือ Capstone Project ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ระดมสมองสร้างสรรค์โปรเจกต์ นวัตกรรมหรือโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริหารรุ่นที่ 4 ไม่ใช่แค่ผู้รับความรู้ แต่เป็น ‘Change Makers’ ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคม”

     ในมิติของวิชาการ ผศ.ดร.นพ.อมรพันธุ์ เสรีมาศพันธุ์ ประธานดำเนินการหลักสูตร กล่าวว่า เนื้อหาในปีนี้จะพาผู้เรียนก้าวสู่ “Future Medicine” ด้วย 3 แกนหลัก คือ 1. AI & Tech เจาะลึก Generative AI ทางการแพทย์พร้อมดูงานที่ Microsoft Thailand 2. Precision & Reverse Aging รู้ลึกเรื่องเวชศาสตร์แม่นยำและการย้อนวัย และ 3. Global Perspective กับ ทริปศึกษาดูงานด้าน Longevity และระบบสาธารณสุขระดับโลก ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน หลักสูตรออกแบบในรูปแบบ Executive Brief ที่ย่อยเนื้อหาซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์

     คุณกุลวดี ศิริภัทร์ ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร กล่าวเสริมว่า เวฬาให้ความสำคัญกับ “Happy Learning” และการสร้างเครือข่ายผู้นำระยะยาว โดยผสมผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เข้ากับกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะทางกายและใจ ตลอดจนกิจกรรม Networking เพื่อสร้าง Ecosystem ของผู้นำสุขภาพที่เกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน

รายละเอียดการอบรม หลักสูตร “เวฬา” รุ่นที่ 4

• ระยะเวลาเรียน: ทุกวันพุธ ระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม – 23 กันยายน 2569

• เวลา: 13.30 – 17.30 น. (บรรยายและกิจกรรม) และต่อด้วยกิจกรรม Networking ถึงเวลาประมาณ 21.00 น.

• สถานที่: at work ชั้น 6 อาคาร Central Park Offices

• ค่าธรรมเนียมการอบรม: 225,000 บาท

ช่องทางการติดตามข่าวสารและสมัคร 

สามารถติดตามภาพบรรยากาศกิจกรรม และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

• Website: lifelong.chula.ac.th/vela

• Facebook: velaExecEd

• LINE Official: @velaExecEd


วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ททท. ผนึกพันธมิตรเปิดไฟเยาวราช ฉลองตรุษจีนปีม้าทอง

ททท. ผนึกพันธมิตรเปิดไฟเยาวราช ฉลองตรุษจีนปีม้าทอง 

ตอกย้ำมิตรภาพไทย–จีน 51 ปี กระตุ้นท่องเที่ยวทั่วประเทศ



     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วย นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานพิธีเปิดไฟประดับเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และประชาคมผู้ประกอบการย่านเยาวราช เข้าร่วมงาน​ ​เมื่อค่ำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569



     การจัดงาน “เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569” จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งมอบความสุข สร้างบรรยากาศแห่งความเป็นสิริมงคล และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยกำหนดจัดกิจกรรมหลักใน 2 พื้นที่ ได้แก่ การประดับไฟถนนเยาวราช ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 และงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งรวบรวมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ กิจกรรมวัฒนธรรมไทย–จีน และการแสดงจากศิลปินไทย–จีนชื่อดัง



     พร้อมกันนี้ ททท. ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อกระจายบรรยากาศการเฉลิมฉลองสู่ภูมิภาค และสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจในพื้นที่





     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ จะกระตุ้นการเดินทางนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 1.25 ล้านคน สร้างรายได้รวมราว 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นและศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่นและปลอดภัย

#AmazingThailand #ตรุษจีนประเทศไทย #ตรุษจีน2569 #51ปีความสัมพันธ์ไทยจีน #AmazingThailandChineseNewYear2026


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุขและกำลังใจให้แก่ผู้สูงอายุในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุขและกำลังใจให้แก่ผู้สูงอายุในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 

มอบอั่งเปา ชุดของขวัญ และจัดเลี้ยงอาหาร (โต๊ะจีน) แก่ผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ (ไทย -จีน) รวม 5 แห่ง

      ระหว่างวันที่ 12 – 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ และนายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นางชญาน์นันท์ สรพลจิโรจเดชา หัวหน้าแผนกสื่อสารองค์กร(จีน) พร้อมคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมลงพื้นที่จัดเลี้ยงอาหาร พร้อมมอบเงินอั่งเปาคนละ 1,000 บาท และมอบชุดของขวัญ  ประกอบด้วย ผ้าขนหนูเช็ดตัว นมถั่วเหลือง แป้งเย็น น้ำส้มชนิดกล่อง ขนม และครีมทาผิวแก่ผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ (ไทย-จีน) ประกอบด้วย สถานสงเคราะห์คนชราปากน้ำ (มูลนิธิวัยวัฒนานิวาส) จังหวัดสมุทรปราการ สถานสงเคราะห์คนชราบางเขน (มูลนิธิธารนุเคราะห์) กรุงเทพมหานคร สถานสงเคราะห์คนชราปทุมธานี (มูลนิธิมิตรภาพสงเคราะห์) จังหวัดปทุมธานี สถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์ (วัดม่วง) จังหวัดนครราชสีมา และสถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์ (โพธิ์กลาง) จังหวัดนครราชสีมา รวม 5 แห่ง 4 จังหวัด รวม 340 คน โดยมีมูลนิธิจีน 4 แห่ง ประกอบด้วย มูลนิธิสามัคคีการกุศลสงเคราะห์ (เฮี้ยงซิ๊งเซี่ยงตึ๊ง) มูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรม (สี่กั๊กเซี่ยงตึ๊ง) มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ (เต่าเต็กเซี่ยงตึ๊ง) และ มูลนิธิศรัทธาสงเคราะห์ (ช่งเต็กเซี่ยงตึ๊ง) ร่วมดำเนินการ เพื่อเป็นการเยี่ยมเยียนและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้สูงอายุ ในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 59 ปี พร้อมบริจาคเงินทั้งในนาม “มูลนิธิฯ 5 แห่ง” และในนาม “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ให้แก่สถานสงเคราะห์คนชรา (จีน) 3 แห่ง รวมการดำเนินงาน โครงการป่อเต็กตึ๊งจัดเลี้ยงอาหารคนชรา เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 5 แห่ง รวมงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 674,500 บาท (หกแสนเจ็ดหมื่นสี่พันห้าร้อยบาทถ้วน)



     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ให้ความช่วยเหลืองานสาธารณกุศลของมูลนิธิฯ รวมทั้ง ผู้สูงอายุทุกท่าน เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุทุกแห่ง และมูลนิธิจีนทั้ง 4 แห่ง มีความสุข ความเจริญ สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป


    อัปเดตข่าวสารเทศกาล กิจกรรม งานสาธารณกุศลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

** ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ตรุษจีนปีนี้ ขอให้มั่ง มี ศรี สุข **

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #

สวพส. ขยายองค์ความรู้ปรับระบบเกษตรบนพื้นที่สูง สู่เกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการเผา แก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืนในอำเภอแม่แจ่ม

สวพส. ขยายองค์ความรู้ปรับระบบเกษตรบนพื้นที่สูง สู่เกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ลดการเผา แก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืนในอำเภอแม่แจ่ม

     สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เดินหน้าขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการปรับระบบเกษตรบนพื้นที่สูงให้สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคม มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรและยั่งยืน เพื่อลดการเผาในภาคเกษตรและแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในพื้นที่สูงภาคเหนือตอนบน โดยจัดกิจกรรมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ บ้านกองแขกใต้ ตำบลกองแขก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่​ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

     กิจกรรมดังกล่าวมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย นวัตกรรม และประสบการณ์จริงของเกษตรกรต้นแบบ สู่การปรับระบบการผลิตทางการเกษตรบนพื้นที่สูงให้เกิดประสิทธิภาพ ลดการเผา และสามารถอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุล โดยเน้นการออกแบบระบบเกษตรที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

     สวพส. ขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่สูงอย่างเป็นระบบ โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้การปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ ลดการเผา ลดจุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) บนพื้นที่สูงในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม สวพส. ได้นำ “เสาวรสเหลืองหวานน้ำผึ้ง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง มาใช้เป็นพืชทางเลือกสำคัญในการปรับระบบการผลิตทางการเกษตรบนพื้นที่สูง เนื่องจากเป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ให้ผลผลิตในระยะเวลาสั้น มีศักยภาพด้านตลาด และสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้แก่เกษตรกร อีกทั้งยังเอื้อต่อการจัดการแปลงเกษตรแบบไม่ใช้การเผา โดยสามารถปลูกทดแทนพืชเชิงเดี่ยวเดิม และเชื่อมโยงกับการปลูกพืชทางเลือกอื่นภายใต้ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบ


     ภายในกิจกรรมมีการนำเสนอเสาวรสเหลืองหวานน้ำผึ้งในฐานะพืชทางเลือกระยะสั้นที่เหมาะสมต่อการปรับระบบการผลิตบนพื้นที่สูง ซึ่งสามารถบริหารจัดการแปลงโดยไม่ต้องใช้การเผาเตรียมพื้นที่ และสามารถบูรณาการร่วมกับพืชทางเลือกและกิจกรรมทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรยายพิเศษหัวข้อ “กลยุทธ์การตลาดเสาวรส” โดยผู้แทนจากภาคเอกชนผู้ส่งออกเสาวรส เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความมั่นใจให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับความต้องการเสาวรสในตลาด รวมถึงการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “เสาวรสกับพืชทางเลือกระยะสั้น : โอกาสและแนวทางการพัฒนาบนพื้นที่สูง” ร่วมกับนักวิชาการ นักวิจัย และเกษตรกรต้นแบบจากอำเภอแม่แจ่มและอำเภออมก๋อย


     กิจกรรมยังเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง ผ่านฐานการเรียนรู้ด้านการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การเลี้ยงผึ้งโพรงในแปลงเสาวรส การจัดการดินและการใช้ชีวภัณฑ์ การทำปุ๋ยหมัก การจัดแปลงเสาวรส และการปลูกพืชทางเลือกใต้ค้างเสาวรส เช่น โกโก้ แมคคาเดเมีย และกาแฟ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในพื้นที่ของตนเองได้



จุฬาฯ ผนึกกำลัง TOA ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ บูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์กับภาคธุรกิจ

จุฬาฯ ผนึกกำลัง TOA ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ บูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์กับภาคธุรกิจ ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริง      จุฬาลงกรณ์มหาวิ...