วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

จุฬาฯ - สภากาชาดไทย แถลงก้าวสำคัญยาชีววัตถุรักษามะเร็ง พร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล เตรียมทดสอบในอาสาสมัคร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก จัดงานแถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อมุ่งสู่การวิจัยในมนุษย์ และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งไทย ณ อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย​ เมื่อวันที่​ 20 เมษายน 2569 จากโจทย์ของประเทศ สู่พันธกิจระดับชาติ​ “โรคมะเร็ง” ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย และเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด โดยสามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่าโครงการนี้คือความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างระหว่างศักยภาพการรักษาและโอกาสในการเข้าถึงยา โดยผลักดันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่การใช้จริง เพื่อเสริมศักยภาพด้านยาชีววัตถุของประเทศในระยะยาว​สภากาชาดไทยสนับสนุนการผลิตสู่การวิจัยในมนุษย์ ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า สภากาชาดไทยทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า วชิรพยาบาลพร้อมสนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล เผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าที่สำคัญในปัจจุบัน คือการที่ทีมสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุรักษามะเร็งในระดับมาตรฐาน GMP และดำเนินการในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป ด้วยความร่วมมือกับสภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้ จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็งของเรา พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป โครงการมีแผนที่จะดำเนินการวิจัยในมนุษย์ภายใต้กรอบที่กำหนด ซึ่งถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ โครงการนี้เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของประชาชนไทยที่ร่วมกันผลักดันและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง “โครงการนี้เกิดจากคนไทยและเพื่อคนไทย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน เป็นแรงสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน และเรามุ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทยในระยะยาว” ในส่วนของแผนการวิจัยในมนุษย์ ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางการดำเนินการวิจัย โดยเน้นการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาจะดำเนินการตามมาตรฐานการวิจัยทางคลินิก โดยมีการคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการตอบสนองต่อการรักษาและความปลอดภัย โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในด้านเอกสาร การขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม และการดำเนินการตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล ก่อนเริ่มการวิจัยในมนุษย์ในระยะถัดไป ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทย ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ

จุฬาฯ - สภากาชาดไทย แถลงก้าวสำคัญยาชีววัตถุรักษามะเร็ง

พร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล เตรียมทดสอบในอาสาสมัคร


     คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก จัดงานแถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อมุ่งสู่การวิจัยในมนุษย์ และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งไทย ณ อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย​ เมื่อวันที่​ 20 เมษายน 2569


      จากโจทย์ของประเทศ สู่พันธกิจระดับชาติ​ “โรคมะเร็ง” ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย และเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด โดยสามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง 



     อย่างไรก็ตาม แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร

     รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่าโครงการนี้คือความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างระหว่างศักยภาพการรักษาและโอกาสในการเข้าถึงยา โดยผลักดันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่การใช้จริง เพื่อเสริมศักยภาพด้านยาชีววัตถุของประเทศในระยะยาว​สภากาชาดไทยสนับสนุนการผลิตสู่การวิจัยในมนุษย์

      ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า สภากาชาดไทยทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม

      ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า วชิรพยาบาลพร้อมสนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

      อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล เผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่อง

 ความก้าวหน้าที่สำคัญในปัจจุบัน คือการที่ทีมสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุรักษามะเร็งในระดับมาตรฐาน GMP และดำเนินการในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป ด้วยความร่วมมือกับสภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้ จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็งของเรา พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป โครงการมีแผนที่จะดำเนินการวิจัยในมนุษย์ภายใต้กรอบที่กำหนด ซึ่งถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ โครงการนี้เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของประชาชนไทยที่ร่วมกันผลักดันและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง 

 “โครงการนี้เกิดจากคนไทยและเพื่อคนไทย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน เป็นแรงสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน และเรามุ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทยในระยะยาว” 


     ในส่วนของแผนการวิจัยในมนุษย์ ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางการดำเนินการวิจัย โดยเน้นการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาจะดำเนินการตามมาตรฐานการวิจัยทางคลินิก โดยมีการคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการตอบสนองต่อการรักษาและความปลอดภัย โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในด้านเอกสาร การขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม และการดำเนินการตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล ก่อนเริ่มการวิจัยในมนุษย์ในระยะถัดไป


     ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทย ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ





วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569

“นิกร” รมว.พม. ส่งทีม พม. สมุทรปราการ รุดช่วย หญิงวัย 34 ปี พร้อมลูกๆ

“นิกร” รมว.พม. ส่งทีม พม. สมุทรปราการ รุดช่วย หญิงวัย 34 ปี พร้อมลูกๆ 

หลังถูกสามีทำร้ายร่างกายนานเกือบ 2 ชั่วโมง

     เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569  นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยถึงการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม กรณีหญิงสาวถูกสามีทำร้ายร่างกายนานเกือบ 2 ชั่วโมง และลูกชายยังถูกตบบ้องหู ที่จังหวัดสมุทรปราการ ว่า ตนมีความห่วงใยผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเกิดจากบุคคลใกล้ชิด และส่งผลกระทบต่อร่างกายและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะเกิดเป็นบาดแผลในใจ

โดยได้มอบหมาย ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. ประสาน ทีม พม. จังหวัดสมุทรปราการ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความช่วยเหลือด่วนตามภารกิจกระทรวง พม. ขณะนี้ ทราบว่า หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกาย อายุ 34 ปี อาศัยอยู่กับสามี อายุ 34 ปี และ ลูกชาย 3 คน อายุ 6 8 และ 11 ปี ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยถูกสามีทำร้ายร่างกายนานเกือบ 2 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกเป็นคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด และหญิงดังกล่าวได้นำคลิปหลักฐานมาร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อมวลชน เพื่อขอความช่วยเหลือ และดำเนินคดีตามกฎหมายกับสามี ซึ่งหลังจากเกิดเหตุ ผู้เป็นสามีได้หลบหนีและยังไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้หญิงดังกล่าวมีความหวาดระแวงที่สามีจะกลับมาทำร้ายร่างกายซ้ำ แต่ยังต้องการพักอาศัยอยู่กับลูกทั้ง 3 คนในห้องเช่าต่อไป ถึงแม้ว่า ทีม พม. จังหวัดสมุทรปราการ ได้เตรียมหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ไว้รองรับสำหรับการคุ้มครองชั่วคราว

     นายนิกร โสมกลาง​ รมว.พม. กล่าวว่า กระทรวง พม. โดย ทีม​ พม. จังหวัดสมุทรปราการ ได้พูดคุยเยียวยาให้กำลังใจหญิงดังกล่าวและลูกทั้ง 3 คน พร้อมทั้งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งพิจารณามอบความช่วยเหลือด้านสิทธิสวัสดิการสังคมเป็นเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยาก, ให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายที่มั่นคงในเลี้ยวดูลูก, ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย, ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนไทยรัฐวิทยาจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาอย่างต่อเนื่องของเด็ก และประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลบางเพรียง และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยและติดตามการให้ช่วยเหลือเพิ่มเติม 

*** หากพบเห็นผู้ถูกกระทำความรุนแรง สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือเร่งด่วน ได้ที่ สายด่วน พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง ***

#พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #ความรุนแรงในครอบครัว #สมุทรปราการ 

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

“สยามสแควร์ ขึ้นแท่นแลนด์มาร์กสงกรานต์อันดับ 1 คนแห่ร่วมงานทะลุ 1.5 ล้านคน

“สยามสแควร์ ขึ้นแท่นแลนด์มาร์กสงกรานต์อันดับ 1 

คนแห่ร่วมงานทะลุ 1.5 ล้านคน 

ตอกย้ำ​ "เทศกาลเล่นน้ำที่สนุกและปลอดภัย”

     สยามสแควร์ ภายใต้การพัฒนาพื้นที่โดยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ​ PMCU ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์กอันดับ 1 ของเทศกาลสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพฯ หลังมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างล้นหลามตลอด 4 วัน ยอดรวมสูงถึง 1,535,638 คน สะท้อนถึฃความนิยมและความเชื่อมั่นจากทุกเจเนอเรชันอย่างชัดเจน

     บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน​ คึกคัก​ และรอยยิ้ม​ จากผู้คนทุกช่วงวัยที่มาร่วมสนุกกับกิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์ ท่ามกลางการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมากกว่า 1.5 ล้านคนได้อย่างไม่แออัด และยังคงความปลอดภัยตลอดการจัดงาน

      หนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จที่ชัดเจน คือการมีครอบครัวและเด็กเล็กเข้าร่วมงานรวมกว่า 11,025 คน สร้างบรรยากาศสงกรานต์ที่ทั้งน่ารัก อบอุ่น และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงานสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ที่มีเด็กเข้าร่วมมากที่สุดแห่งหนึ่ง สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่มีต่อมาตรการดูแลความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

     บรรยากาศภายในงานจึงไม่ได้มีเพียงความสนุกของการเล่นน้ำ แต่ยังเต็มไปด้วยโมเมนต์แห่งความสุขของครอบครัว ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ปกครองที่ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางพื้นที่เล่นน้ำที่ออกแบบมาเพื่อคนทุกวัย กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำของสงกรานต์ที่ถูกแชร์ต่อในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง และตอกย้ำเสน่ห์ของเทศกาลในมุมของความเป็นครอบครัวได้อย่างชัดเจน

     ในด้านมาตรการความปลอดภัย สยามสแควร์ได้นำร่องแนวทางดูแลผู้ร่วมงานแบบเชิงรุก อาทิ การให้ผู้ปกครองเขียนข้อมูลติดต่อบนสายรัดข้อมือเด็ก (Wristband) เพื่อป้องกันกรณีพลัดหลง พร้อมทีมดูแลพื้นที่และระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมตลอดทั้งงาน

     ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากการออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น กลุ่มเพื่อน ไปจนถึงครอบครัว ที่สามารถมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างสบายใจ ภายใต้แนวคิดสนุกอย่างมีคุณภาพที่ผสานความบันเทิงและความปลอดภัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

     ตลอดทั้ง 4 วัน ระหว่างวันที่ 12–15 เมษายน 2569 ผู้ร่วมงานได้สัมผัสความสุขแบบอัดแน่นทุกโมเมนต์ ทั้งโซนเล่นน้ำ กิจกรรมสร้างสรรค์ และความบันเทิงจากเวทีคอนเสิร์ต รวมถึงบูธกิจกรรมจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่มาร่วมสร้างสีสันและแจกของมากมาย เติมเต็มบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย

     ปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังตอกย้ำบทบาทของสยามสแควร์ในฐานะพื้นที่แห่งความสุขสำหรับทุกคน ภายใต้นโยบาย “Chula For All” ที่เปิดพื้นที่ต้อนรับทุกเจเนอเรชันให้ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันอย่างแท้จริง

      ทั้งนี้ สยามสแควร์ยังคงมุ่งพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้เป็นต้นแบบของพื้นที่กิจกรรมเมือง ที่สร้างทั้งความสุข ความปลอดภัย และความประทับใจในระยะยาว



วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569

บุ๋ม​ ปนัดดา" ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี" บวงสรวง และเททองหล่อ ​"องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ" และ "องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ"

บุ๋ม​ ปนัดดา" ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี" บวงสรวง และเททองหล่อ

​"องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ" และ "องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ"


      ดร.ปนัดดา​ (บุ๋ม)​ วงศ์ผู้ดี​ นางสาวไทยปี​ 2543 ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี​ เป็นประธานในพิธีบวงสรวง และเททองหล่อ​ "องค์เทพไฉ่ซิงเอี๊ยะ" เทพเจ้าแห่งโชคลาภ​ และ "องค์ไท้ส่วยเอี๊ยะ" เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา​ ​หน้าตัก 29 นิ้ว เพื่อประดิษฐานประจำศาลเจ้ามูลนิธิองค์กรทำดี​ คลอง​ 8​ จ.ปทุมธานี ในโอกาสครบรอบ 12 ปี​ เพื่อให้ประชาชนสักการะบูชา​ โดยมี​ ​สมาชิก แขกผู้มีเกียรติ​ อาทิ​ คุณเพ็ญนภา พุกโฉมงาม​ ธิดาผ้าหมี่ขิด​ ปี​ 2542 และประชาชน​ร่วมในพิธีจำนวนมาก​ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569



      เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ​ เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ​ ผู้ดูแลเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง การค้าขาย และความมั่งคั่ง​ เพื่อขอพรให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองและมีโชคลาภตลอดปี



      เทพเจ้าไท่ส่วยเอี๊ย เป็นเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลชะตาชีวิตของผู้คนในแต่ละปี ทำหน้าที่รักษาและคุ้มครองดวงปีหรือเฝ้าปี มีอำนาจให้คุณ ดลบันดาลความสุข โชคเคราะห์ ทุกข์ภัย หรือให้โทษแก่ผู้ใด ก็ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีเคราะห์ หรือพื้นดวงชะตาตก ทำอะไรก็ติดขัดไม่ราบรื่น  ท่านก็จะช่วยปัดเป่าเคราะห์ภัย บังเกิดแต่ความเป็นศิริมงคล มาสู่ตัวท่านและครอบครัว



     ส่วนท่านใดที่จะร่วมบริจาคในการทำดีเป็นประโยชน์แก่สาธารณกุศลร่วมกับมูลนิธองค์กรทำดี​ สามารถบริจาคได้ที่​ ธนาคารกสิกรไทย เลขบัญชี 134-1-78729-3 ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรทำดี

#มูลนิธิองค์กรทำดี

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569

เรื่องเก่าเล่าใหม่​ "อัมรินทร์ คอมันตร์" ​ประธานชมรมพิทักษ์ไทย เปิดใจ ค้านแก้​ ปว. ๒๘๑ เพื่อชาติ​ เพราะไทยเสียเปรียบ

 เรื่องเก่าเล่าใหม่​ "อัมรินทร์ คอมันตร์" ​ประธานชมรมพิทักษ์ไทย เปิดใจ

ค้านแก้​ ปว. ๒๘๑ เพื่อชาติ​ เพราะไทยเสียเปรียบ

     ปว.๒๘๑ คือ กฎหมายที่ออกในสมัยจอมพลถนอม กิติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อปกป้องส่งเสริมการทํากินของคนไทย ไม่ให้ต่างชาติหรือนายทุนขนาดใหญ่ใช้ชื่อไทยเข้ามาแย่งการทํากินของคนไทย รัฐบาลได้ใช ้เวลาออกกฎหมายประมาณ ๒ อาทิตย์ ใช มาประมาณ ๒๐ ปี มีนักการเมืองเลวๆ บางคนในสมัยที่พรรคสีฟ้าเป็นรัฐบาล ต้องการให้ตนเองได้รับตําแหน่งหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งถ้าตนเองไม่เปิดเสรีการค้า ก็จะไม่มีคุณสมบัติครบถ้วน จึงได้แก้กฎหมายเปิดเสรีการค้าให้ต่างชาติ โดยหลอกลวงประชาชนว่ากฎหมายเก่าแก่ ถูกองค์การการค้าระหว่างประเทศบีบบังคับ นักการเมืองคนนั้นเอาผลประโยชน์ของคนในชาติไปแลกกับผลประโยชน์ของตัวเอง มีหลายอาชีพที่นายอัมรินทร์ คอมันตร์คัดค้านไว้ได้ แต่ในระยะหลังก็ยังมีข้าราชการกระทรวง ระดับอธิบดีเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแย่งการทํากินของคนไทย

      การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในเรื่องของการที่จะเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาฮุบธุรกิจไทย  เพื่อหวังเม็ดเงินลงทุนที่จะมีเข้ามา ซึ่งทางรัฐบาลในยุคก่อนมอบหมายให้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องนี้ โดยพยายามที่จะแก้ไข​ ​ปว.๒๘๑ จนกระทั่งสังคมเกิดการแตกแยกในมุมมองอย่างหนัก ในขณะที่ทางการเมืองพยายามหาฐานเสียงมาสนับสนุน​ แต่ทางผู้ประกอบการและคนไทยส่วนใหญ่เห็นในความไม่ชอบมาพากลก็พยายามคัดค้าน จนถึงขั้นมีการรวมกลุ่มเป็น​ ​​"ชมรมพิทักษ์ไทย" ขื้นมา โดยมีนายอัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานชมรม เปิดเกมคัดค้านการแก้ไข​ ปว.๒๘๑ อย่างจริงจัง จนกระทั่งถูกมองว่ามีเงื่อนงำหรือผลประโยชน์อะไรหรือไม่ รวมทั้งเป็นกลไกของฝ่ายค้านในการท่าลายรัฐบาลหรือเปล่า

        นายอัมรินทร์​ คอมันตร์ ไนฐานะประธานชมรมพิทักษ์ไหย กล่าวว่า จริงๆ​ แล้วการตั้ง​ "ชมรมพิทักษ์ไทย" ขึ้นมาในครั้งนี้ เนื่องจากว่านักธุรกิจและผู้ประกอบการ​ ตลอดจนประชาชนคนไทยผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเห็นว่า​รัฐบาล​ โดยเฉพาะคนในรัฐบาลบางคน ทั้งที่ผ่านมาหรือในรัฐบาลนี้ก็ตาม พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ​ โดยเอาสิทธิและผล่ประโยซน์ของคนในชาติไปให้กับชาวต่างชาติ​ รวมทั้งพยายามที่จะเอาแผ่นดินไทยไปขายให้ต่างชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาต่อคนไทยในอนาคต เพราะประเทศเรามีทรัพยากรจำกัด เมื่อเอาไปให้ต่างชาติ​ ต่อไปต้องเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน

     "ที่รัฐบาลพยายามออกมาบอกว่าจะมืมาตรการป้องกัน ไม่ต้องกลัว แต่จริงๆ​ แล้วเมืองไทยไม่่มีมาตราการไหนที่จะทำได้ดีอย่างที่พูด​ ปัจจุบันแค่การควบคุมปัญหาแรงงานต่างชาติ​ ก็เห็นแล้วว่าทำไม่ได้  มีปัญหาเยอะมาก​ หรือ่แม้แต่เรื่องแค่การปราบรถซิ่ง รถมอเตอร์ไซด์ที่มาแข่งกันบนท้องถนน​ ทางการก็ยังไม่มีปัญญา​ ไม่มีมาตรการที่จะป้องกันปราบ่ปรามได้ แล้วเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ ของคนทั้งประเทศ​ จะให้เชื่อมั่นได้อย่างไร และเรื่องการปราบปรามยาบ้ายาเส​พติด​ จนขณะนี้ก็ยังปราบไม่ได้​ มีขายกันเกลื่อนเมือง ถึงขั้นกับฆ่ากันเย้ยกฎหมาย แล้วจะทำอะไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้​ว่ารัฐบาลปกป้องคนไทยได้

     ดังนั้นเมื่อการรักษากฎหมาย รักษาผลประโบชน์ของประชาชนไม่สามารถทำให้เกิดความเชื่อถือได้​ การที่คนในชาติ​หรือใครก็ตามจะลุกขึ้นมารักษาสิทธิหรือผลประโยชน์ของชาติ​ จึงเป็นเรื่องจำเป็น​ที่ทางชมรมพิทักษ์ไทยซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพ นักศืกษา ประชาชน​ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ "ส่งเสริมสนับสนุนปกป้องและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์​ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย​ ป้องกันสิทธิผลประโยซน์ของแผ่นดินไทยและคนไทย  รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลและปัญหาเกี่ยวกับสิทธิและผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับคนไทย​ จากจุดนี้นี่เองเมื่อเห็นว่ามีบุคคลในรัฐบาลบางคนพยายามอย่างยิ่งที่จะเอาอาชีพของคนไทยไปให้ต่างชาติ​ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้คนในชาติ เราจึงต้องออกมาคัดค้าน

     นายอัมรินทร์​ คอมันตร์​ ประธานชมรมพิทักษ์ไทย​ ยืนยันว่า​ "องค์กรนี้ไม่ได้สังกัด​ หรือเกี่ยวข้อง​ หรือไมได้รับเงินจากพรรคการเมืองหรือจากบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดทั้งสิ้น​ เป็นการกระทำจากจิตใจของคนที่มีจิตสำนึกในความเป็นคนไทยอย่างแท้จริง

     ส่วนที่บอกว่าเป็นการลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่งยอมรับว่าใช่ แต่ที่สำคัญคือคนที่เขาลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิประโยซน์ของเขานั้นเป็นใคร เป็นคนไทยหรือเปล่า​ แล้วผลประโยชน์ของคนไทยเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติใช่หรือไม่​ คนไทยไม่มีสิทธิที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเองหรือ การที่คนไทยลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิประโยชน์ตัวเองมันผิดตรงไหน  ชาติอื่นๆ​ ก็ปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น​ แม้แต่อเมริกาเองก็มีมาตรการต่างๆอย่างจีเอสพี​ ก็เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของเขาเองทั้งนั้น แล้วคนที่จะเอาสิทธิประโยชน์ของคนในขาติไปไส่พานถวายให้ต่างชาติล่ะเป็นคนเลวหรือเปล่า​ ผมว่านั้นแหละตัวการที่เลวเลยแหละ

"มีบางคนพูดว่าต่างชาติหรือคนไทยลงทุนก็เหมือนกัน ทั้งๆ​ ที่ไม่ใช่ต่างชาติลงทุนได้กำไรก็ขนเงินกลับประเทศเขา  ทำไมไม่คิดที่จะส่งเสริมกิจการคนไทยให้มีความแข็งแกร่งขึ้น​ บ้านเมืองทุกว้นนี้กำลังจะถูกครอบง่า  แทนที่จะช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ให้คนของตัวเอง​ กลับปล่อยให้คนอื่นเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์​ ถ้าปล่อยให้เขาเข้ามาแล้ว วันหน้าจะเอากลับคืนก็ไม่ได้"

     สำหรับเรื่องที่ทางการอ้างว่าอีก ๗ ปี​ ก็ต้องเปิดเสรีการค้าอยู่ดี เรื่องนี้หากรัฐบาลฉลาด​ ช่วงนี้ยิ่งควรต้องให้คนไทยแข่งขันกันเองให้แข็งแกร่งขึ้นมาก่อน ควรสนับสนุนเอกชนไทย​ พยายามกั้นไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแย่ง​ ตอนนี้ให้ผู้บริโภค ให้ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์สูงสุด​ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลสามารถทำได้ ถ้าทำจริงๆ​ จังๆ​ กว่าจะถึง ๗ ปี​ ธุรกิจไทยแข็งแรงแล้ว มีความจำเป็นอะไรที่ด้องรืบเปิด อยากจะถามเหมือนกันว่า คนที่รีบแก้ไข​ ปว.๒๘๑ ได้ผลประโยซน์อะไรจากต่างชาติ??? 

      นายอัมรินทร์​ คอมันตร์​ ประธานชมรมพิทักษ์ไทย​ กล่าวต่อว่า​ "การแก้ไข ปว.๒๘๑ เพื่อเอื้อประโยชน์บางอย่างให้ต่างชาติ บอกตรงๆ​ เลยว่า​ ผู้บริหารประเทศคนไหนก็ตามที่เอาผลประโบชน์ของประชาชนและประเทศชาติไปยกให้ต่างชาติ​ ุคนพวกนี้มีความเลวทรามไม่น้อยไปกว่าคนที่บริหารประเทศแล้วโกงบ้านโกงเมือง มือย่างที่ไหนชาวต่างประเทศหรือหอการค้าต่างประเทศฉวยโอกาสที่ไทยประสบปัญหามาเรียกร้องสิทธิประโยชน์ พวกผู้บริหารบ้านเมืองที่ไม่มีกึ๋นก็พยายามเอาใจคนต่างชาติ​ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้บริหารชาตีไหนเขายินยอม​ แต่บางคนในรัฐบาลจะทำ คนไทยทุกคนจึงต้องหาทางป้องกัน" 

      ส่วนกรณีที่รัฐบาลอ้างว่าการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน​ จะช่วยให้ได้เม็ดเงินมาพื้นฟูเศรษฐกิจ คนที่พูดเช่นนั้นแสดงว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจ เพราะประการแรกเรามืกฎหมายส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว ให้แรงจูงใจมากมาย, ส่วน​ ปว.๒๘๑ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุน เป็นอาชีพ​ เป็นธุรกิจภาคบริการ​ ซึ่งการลงทุนไม่สูง​ คนที่เรียกร้องไม่ให้แก้ไข​ ปว.๒๘๑ เขาปกป้องสิทธิประโยชน์​ ไม่ได้ขัดขวางการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งมีกฎหมายเอื้อให้อยู่แล้ว​ งานภาคบริการควรจะเก็บไว้ให้คนไทยไม่ได้หรืออย่างไร แล้วเรื่องชาตินิยมนั้นก็เป็นกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอเมริกาที่ชาตินิยมมากที่สุด​ 

     อีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ​ การที่จะขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติ อ้างว่าเป็นการแปรรูป แปรรูปให้คนไทยก็ได้​ เพราะเป็นผลประโยชน์ของชาติ แล้วต่างชาติก็จ้องเอาแต่รัฐวิสาหกิจที่ดี ที่มีผลประโยชน์สูงๆ​ ทั้งนั้น ถ้าขายกันขนาดนี้รัฐบาลมีความสามารถหรือไม่ อยากให้คนที่เกี่ยวข้องในร้ฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานออกมาแสดงความคิดเห็น​ ออกมาช่วยกันปกป้องทร้พย์สินแผ่นดินไทย​ อย่าไปขลาดกลัวนักการเมือง

      "อัมรินทร์ คอมันตร์" ​ประธานชมรมพิทักษ์ไทย​ กล่าวทิ้งท้าย​ว่า "ความเคลื่อนไหวของชมรม ก็จะเนันให้มีการสื่อให้สังคมรับรุู้ความจริง ให้มีการขยายความคิดกันออกมา​ เราจะเน้นเรื่องการทำประชาพิจารณ์ด้วย เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น​ และได้รู้ว่านักการเมืองบางคนทำอะไรอยู่"

​     มีหลายคนมักจะถามผมว่า คนไทย-คนต่างชาติ มาหากินในเมืองไทย มันต่างกันอย่างไร? ผมมักจะบอกว่า คนไทยทํามาหากิน คนไทยก็ได้รายได้มาสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ต่างชาติมาทํากิน เขาก็ขนรายได้กลับสู่ประเทศเขา ไปสร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ ครอบครัว สังคม ประเทศชาติของเขา

​    คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ ถ้ายังไม่รู้จักที่จะเลือกคนที่ซื่อสัตย์ รักษาสัจจะ ทําเพื่อประเทศชาติ ประชาชน​ และรักสถาบัน อย่างแท้จริง ส่วนใหญ่มีแต่พวกเข้ามาหลอกลวง ขายชาติ ขายแผ่นดินให้ต่างชาติ จากพฤติกรรมของการเลือกตั้งที่ผ่านๆ​ มา แม้กระทั่งการจัดตั้งรัฐบาล ทําให้คิดได้ว่า คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ประเทศไทยคงไม่เหลือ คงเหลือแต่ประชาธิปตาย​


วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

“มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” (SIAM SONGKRAN FESTIVAL 2026)

“มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” 

(SIAM SONGKRAN FESTIVAL 2026)

3 พันธมิตรผนึกกำลัง ยกระดับ “ย่านสยาม” สู่แลนด์มาร์คสงกรานต์ระดับโลก

      ปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของย่านสยามกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ในฐานะผู้พัฒนาและดูแลพื้นที่ใจกลางเมือง ผนึกกำลังกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ และ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมประกาศ “Big Move” เนรมิตย่านสยามสู่ศูนย์กลางการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ระดับโลก ในมหกรรม “มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” (SIAM SONGKRAN FESTIVAL 2026) ระหว่างวันที่ 10–15 เมษายน 2569 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

      ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเปิดพื้นที่ “สยาม–สามย่าน–บรรทัดทอง” ให้เป็นพื้นที่ของทุกคน พร้อมยกระดับสู่ Global Songkran Landmark ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยและความบันเทิงระดับนานาชาติ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินับล้านคน และสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

     ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ภารกิจของจุฬาฯ และ PMCU คือการมอบพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างสยาม สามย่าน และบรรทัดทอง ให้เป็นพื้นที่สำหรับคนไทยทุกคน และในเทศกาลสงกรานต์นี้ งานเล่นน้ำที่จัดขึ้นในทุกพื้นที่ที่เราดูแล จึงออกแบบให้ตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย ทั้งความสนุก ความปลอดภัย และกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นน้ำรูปแบบใหม่ คอนเสิร์ต สตรีทฟู้ด หรือพื้นที่พักผ่อน เราตั้งใจให้ทุกตารางนิ้วของพื้นที่เป็นประสบการณ์ที่ทุกคนเข้าถึงและมีความสุขร่วมกันได้”ภายใต้แนวคิดดังกล่าว PMCU ได้เนรมิตพื้นที่ สยามสแควร์–บรรทัดทอง–สามย่าน ให้เป็น“สงกรานต์สแควร์” ผ่าน 3 โซนหลัก 

 • สยามสแควร์วอล์คกิ้งสตรีท และสยามสแควร์วัน กับงาน “สงกรานต์สยาม 69” ในคอนเซ็ปต์ Waterland สวนน้ำกลางสยาม เต็มไปด้วยเครื่องเล่นน้ำขนาดใหญ่ พร้อมกิจกรรมวัฒนธรรมไทยและคอนเสิร์ต ในบรรยากาศปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์ (12–15 เม.ย. 2569)  

• บรรทัดทอง “Water Street” โซนสตรีทฟู้ดระดับโลกที่ผสานความสนุกของคนรุ่นใหม่ ทั้ง Random Dance อุโมงค์น้ำ และคอนเสิร์ตตลอด 3 วัน (12–14 เม.ย. 2569)

• Chamchuri Beach Club ลานหน้าจามจุรีสแควร์ บีชคลับกลางเมืองสำหรับสายชิล พร้อมสระน้ำ ดนตรีสด และเวิร์กชอป (11–16 เม.ย. 2569)

     การผนึกกำลังเพื่อยกระดับ Soft Power ไทย ผ่าน 7 พื้นที่ 7 ประสบการณ์ความร่วมมือครั้งนี้เชื่อมต่อแลนด์มาร์คสำคัญของย่านสยามอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สู่สยามสแควร์ สยามสเคป จามจุรีสแควร์ บรรทัดทอง และเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พร้อม Curated Experiences ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

     คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เราพร้อมยกระดับสงกรานต์ไทยสู่ World-class Experience ผ่านการผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย นวัตกรรม และแฟชั่นระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก” ไฮไลท์ในกลุ่ม ONESIAM 

• สยามพารากอน กับ “SIAM PARAGON SUMMERBEATS MUSIC FEST 2026” มิวสิคเฟสระดับโลกจากศิลปินกว่า 150 ชีวิต

• สยามเซ็นเตอร์ กับ “SIAM CENTER x Jolly Bears: THE SUMMER CARNIVAL” คาร์นิวัลสุด ครีเอทีฟ

• สยามดิสคัฟเวอรี่ กับ “The Summer Exploratorium” พื้นที่ทดลองไลฟ์สไตล์และแรงบันดาลใจใหม่

     คุณศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ผสานการช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมไทยไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”โดยจัดงาน “MBK Songkran Thai Cultural Celebration 2026” นำเสนอการแสดงโขนและมวยไทย พร้อมโปรโมชันพิเศษตลอดเทศกาล คาด Traffic ทะลุล้าน สร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

      การผนึกกำลังของทั้ง 3 องค์กร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,000,000 ตารางเมตร รวมผู้ประกอบการกว่า 10,000 ราย คาดว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 40% และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลในช่วงสงกรานต์นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย การจราจร และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ย่านสยามเป็นพื้นที่เฉลิมฉลองที่ทั้งสนุก คึกคัก และอุ่นใจสำหรับทุกคนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์สงกรานต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ “จุฬาฯ และพันธมิตร” ตั้งใจสร้างให้เป็นหมุดหมายระดับโลก ในงาน “มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” ระหว่างวันที่ 10–15 เมษายน 2569


มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์​ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์​ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569

     ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธานกรรมการอำนวยการ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมี คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร, ดร.อำนวย สุวรรณคีรี, ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข, ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย, ปรารถนา ช้อนแก้ว ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ, รัชนี ศรีสุข ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, พันโทหญิง ปรินทร์ฉัตร ภีมรัชตธำรง ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย, นุชยา จันทรุเบกษา ผู้แทน ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้แทนหน่วยงานรัฐ องค์กร และสมาคมต่างๆ อาทิ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมประชุม​ เึณ ห้องประชุม โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

    ที่ประชุมรับทราบพระมหากรุณาธิคุณใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ้าไตรสำหรับโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 150 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ข้าราชการเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ถือเป็นวันลา พร้อมรับรองงบการเงินของมูลนิธิฯ ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบต่อเนื่องเป็นปีที่ 44

     สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 มูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษาและจัดอบรมคุณธรรมแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา รวมถึงสามเณรและหลักสูตรวิชาชีพ โดยปีที่ผ่านมา มอบทุนต่อเนื่อง 2,091 ทุน รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มอบทุนแล้วกว่า 37,000 ทุน เป็นเงินรวมกว่า 300 ล้านบาท

     การดำเนินงานในระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลงพื้นที่ดูแลเยาวชนอย่างใกล้ชิด ช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นในครอบครัว และป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน

      มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2525 ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ทรงรับไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานมูลนิธิ

      ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาเยาวชนได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ โทร. 080-404-2439 และ 085-114-8900 (สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้) หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook: มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ฯ เพื่อเยาวชน ฯ และ www.ruamchit-normklao.org⁠

จุฬาฯ - สภากาชาดไทย แถลงก้าวสำคัญยาชีววัตถุรักษามะเร็ง พร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล เตรียมทดสอบในอาสาสมัคร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก จัดงานแถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อมุ่งสู่การวิจัยในมนุษย์ และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งไทย ณ อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย​ เมื่อวันที่​ 20 เมษายน 2569 จากโจทย์ของประเทศ สู่พันธกิจระดับชาติ​ “โรคมะเร็ง” ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย และเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด โดยสามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่าโครงการนี้คือความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างระหว่างศักยภาพการรักษาและโอกาสในการเข้าถึงยา โดยผลักดันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่การใช้จริง เพื่อเสริมศักยภาพด้านยาชีววัตถุของประเทศในระยะยาว​สภากาชาดไทยสนับสนุนการผลิตสู่การวิจัยในมนุษย์ ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า สภากาชาดไทยทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า วชิรพยาบาลพร้อมสนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล เผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าที่สำคัญในปัจจุบัน คือการที่ทีมสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุรักษามะเร็งในระดับมาตรฐาน GMP และดำเนินการในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป ด้วยความร่วมมือกับสภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้ จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็งของเรา พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป โครงการมีแผนที่จะดำเนินการวิจัยในมนุษย์ภายใต้กรอบที่กำหนด ซึ่งถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ โครงการนี้เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของประชาชนไทยที่ร่วมกันผลักดันและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง “โครงการนี้เกิดจากคนไทยและเพื่อคนไทย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน เป็นแรงสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน และเรามุ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทยในระยะยาว” ในส่วนของแผนการวิจัยในมนุษย์ ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางการดำเนินการวิจัย โดยเน้นการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาจะดำเนินการตามมาตรฐานการวิจัยทางคลินิก โดยมีการคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการตอบสนองต่อการรักษาและความปลอดภัย โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในด้านเอกสาร การขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม และการดำเนินการตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล ก่อนเริ่มการวิจัยในมนุษย์ในระยะถัดไป ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทย ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ

จุฬาฯ - สภากาชาดไทย แถลงก้าวสำคัญยาชีววัตถุรักษามะเร็ง พร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล เตรียมทดสอบในอาสาสมัคร       คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาว...