วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการ “พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร” ครั้งที่ 3

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการ “พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร” ครั้งที่ 3 

รุดส่งมอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น พร้อมค่าพาหนะ ค่าติดตั้งพัดลม แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มอีก 5 จังหวัด รวมมูลค่ากว่า 9 แสนบาท

     ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์/หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่มอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น รวมทั้งชุดนักเรียน ในโครงการ พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร ครั้งที่ 3 ให้แก่สถานศึกษาในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สิงห์บุรี  ชัยนาท  ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี รวม 5 จังหวัด 25 โรงเรียน รวมจำนวนพัดลมทั้งสิ้น 274 ตัว พร้อมมอบค่าพาหนะให้แก่โรงเรียนๆ ละ 2,000 บาท และค่าติดตั้งพัดลมแก่โรงเรียนๆ ละ 3,000 บาท นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้มอบชุดนักเรียน ให้แก่นักเรียนทั้ง 25 โรงเรียน รวม 750 ชุด รวมงบประมาณทั้งสิ้น 995,494 บาท (เก้าแสนเก้าหมื่นห้าพันสี่ร้อยเก้าสิบสี่บาทถ้วน) เพื่อลดสภาวะอากาศร้อนภายในโรงเรียน ให้นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียนได้คลายร้อนและมีสมาธิในการเรียนการสอน โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย มูลนิธิฯ / สมาคมจีนประจำจังหวัดต่างๆ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจุดสิงห์บุรี ร่วมลงพื้นที่แจกจ่าย

     โครงการพัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษาถิ่นทุรกันดารที่ขาดแคลนพัดลม จึงมอบหมายให้คณะกรรมการมูลนิธิฯ จัดทีมฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เร่งดำเนินการโครงการ พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร นำร่องเมื่อปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยมอบชุดพัดลมแก่สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวม 5 จังหวัด  25 โรงเรียน  และได้ขยายพื้นที่บรรเทาทุกข์ต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2569 รวมการดำเนินการโครงการพัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดารแล้ว 15 จังหวัด 75 โรงเรียน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ชนชั้น และศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ภายใต้ปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


ติดตามข่าวสาร กิจกรรม ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือคลิกเพื่อติดตามทางช่องทางอื่นๆ รวมถึงพิกัดของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว​เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว​เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา 

พุทธสถานประวัติศาสตร์ มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว​เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร พุทธสถานประวัติศาสตร์แห่งการรวมพลังศรัทธาของหลวงปู่ไต้ฮง มรดกแห่งเมตตาธรรมและแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร อันเป็นที่ประดิษฐาน องค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) แกะสลักจากหินหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนซีอิมผ่อสัก) และ พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั๋งอ้วงผ่อสัก) องค์เทพสำคัญตามคติความเชื่อจีน และเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านสถาปัตยกรรมแต้จิ๋วโบราณ เป็นแหล่งรวบรวมงานศิลป์ งานไม้แกะสลัก และงานจิตรกรรมหินหยกขาวแกะสลักตกแต่งตามแนวศิลปกรรมจีนแบบราชสำนักที่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม โดยมี นายอรรถนิติ ดิษฐอํานาจ องคมนตรี นายอําพน กิตติอําพน องคมนตรี นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิฯ แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ​ ​เมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

      เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย เสด็จประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้น นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดสร้างอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่ออาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ เมื่อเสด็จเข้าอาคารศาลเจ้าฯ ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก จากนั้น นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณและผู้บริจาคเงินสมทบทุนการก่อสร้างอาคารศาลเจ้าฯ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก 

      นายบวรสินธุ์ ตันธุวนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแผ่นศิลาเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมวชิราจารย์ (เจ้าคุณเย็นอี่) เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เย็น ถวายเทพซิ่ว (เทพอายุวัฒนะ) เนื้อไม้กฤษณาแกะสลัก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เจ้าคุณเย็นงี้) รองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ถวายพระกวนอิมโพธิสัตว์ เนื้อไม้กฤษณาแก่สลัก แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

     จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับ คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารฯ หน้าองค์ไต้ฮงกงหยกขาว ก่อนเสด็จไปยังบริเวณที่ปลูกต้นไม้ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นสนฉัตร จำนวน 1 ต้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปลูกต้นสนฉัตร 1 ต้น จากนั้น นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้อมเกล้าฯ ถวายองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) หินหยกขาวแกะสลัก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้อมเกล้าฯ ถวายพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์กวนอิม) หินหยกขาวแกะสลัก แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

      นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การก่อสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา แห่งนี้ ยึดรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ตามสกุลช่างแต้จิ๋ว บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง​ พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

      ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา แบ่งพื้นที่ออกเป็นตัวอาคารศาลเจ้าและอาคารอเนกประสงค์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และฉลองในโอกาสที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งก่อตั้งครบ 110 ปี

      อาคารแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามว่า “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” เพื่อยกย่องเทิดทูนเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา พร้อมได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ มาประดิษฐานบนอาคาร นับเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่มูลนิธิฯ และพสกนิกรผู้มีจิตศรัทธาทุกหมู่เหล่า

     ศาลเจ้าแห่งนี้คือภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ด้านศาสนาและกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นศูนย์รวมพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่แห่งเมตตาธรรมของหลวงปู่ไต้ฮง และเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมสถาปัตยกรรมแต้จิ๋วโบราณ บนผืนดินศักดิ์สิทธิ์ใจกลางสาทรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 120 ปี

      มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตกุศล ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจารึกประวัติศาสตร์ ในการสร้างพุทธสถาน สืบสานพลังศรัทธา ร่วมทำความดี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

      ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา กำหนดเปิดให้ประชาชนผู้มีศรัทธาเข้าเยี่ยมชม และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่​www.facebook.com/TaiHongGongShrine หรือติดตามข่าวสารตามช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

"อัมรินทร์ คอมันตร์" กับบทความพิเศษ​ "ลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศเราคงอยู่ หรือลาก่อนประเทศเรา"

"อัมรินทร์ คอมันตร์" กับบทความพิเศษ​ "ลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศเราคงอยู่ หรือลาก่อนประเทศเรา"

     มีประเทศ​ อ.​ ในทวีปอเมริกาใต้เคยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีกินดีอันดับหนึ่งของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศ​ อ.​นี้มีทรัพยากรแทบทุกชนิด​ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน ค้าขาย สมบูรณ์ การค้าก้าวหน้า การเกษตร มีแหล่งพลังงานมากมาย ตั้งแต่พลังงานเหมืองแร่ น้ำมัน แต่หลังจากนั้นไม่กี่สิบปีก็ล่มสลายเพราะการคอรัปชั่นของผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนเองก็มีส่วนสำคัญทำให้ประเทศต้องล่มสลาย ผู้เขียนเคยพูดคุยกับเอกอัครราชทูตประเทศ​ อ. ที่เคยมารับประทานอาหารที่บ้านว่า "ประเทศคุณมีรัฐบาลที่มีการคอรัปชั่น  รวมทั้งข้าราชการส่วนใหญ่และประชาชนไม่เอาไหน ประเทศคุณล่มจมแน่ ภายใน 2 ปี ประเทศ​ อ.​ ก็ล่มจม" 

     จะไม่ล่มจมได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลมันขายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติและประชาชนส่วนใหญ่ให้ต่างชาติ และพวกมันยังแปรรูปขาย รถไฟ ทางด่วน สายการบิน ไฟฟ้า ประปา และอื่น ๆ ที่มันจะขายได้ คนประเทศ​ อ.​ จะกินจะใช้น้ำก็ต้องใช้ของประเทศอื่น ไฟก็ใช้ของประเทศอื่นซึ่งแพงกว่าราคามาก เมื่อเป็นของรัฐวิสาหกิจมากมาย รัฐบาลมันเปิดให้ต่างชาติเข้ามาตั้งทำกิจการได้ ขายที่ดินให้ต่างชาติ​ คนต่างชาติที่เคยมาประเทศเรา มันเอาเงินที่ซื้อที่ดินหนึ่งล้านไร่ คนประเทศ​ อ.​ เป็นล้านๆ คน ไม่มีที่อยู่ที่ซุกหัวนอน  คนต่างชาติขนเงินกลับประเทศตน ความหายนะเกิดขึ้นอย่างเลวร้ายมาจากพฤติกรรมของผู้บริหารประเทศเลวๆ ข้าราชการเลวๆ  ตลอดจนประชาชนเลวๆ ที่สนับสนุนคนชั่วๆ เข้ามาบริหารประเทศอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ผู้เขียนได้อยู่ที่ประเทศ อ.​ ประมาณ 2 สัปดาห์  พอ 3 – 4 ทุ่มได้เห็นคนจนที่อาศัยอยู่รอบเมืองหลวงที่สวยงาม ออกมาคุ้ยเศษขยะหาอาหารกินกันทั้งเมือง รุ่งเช้าจะเห็นประชาชนเอารองเท้า ก้อนอิฐ ขวด และวัสดุอื่นๆ ปาประตูธนาคาร เพราะธนาคารเหล่านั้น ผู้บริหารประเทศขั่วๆ ออกกฎหมายให้ต่างชาติเปิดธนาคารได้ เศรษฐกิจพัง มันก็ขนเงินออก ธนาคารที่เหลือให้ผู้ฝากเงินเบิกไปซื้อข้าวกินได้ 1 – 2 วัน ในช่วงที่อยู่ประเทศ​ อ. มีข่าวว่าทหารจะออกมาปฏิวัติขับไล่นักการเมืองออกไป แต่ปรากฏว่า ผู้บริหารประเทศและนักการเมือง มันซื้อพวกทหารระดับสูงที่คุมกำลังอำนาจ เหมือนกับซื้อสุนัข เป็ด ไก่ การปฏิวัติเลยไม่เกิดขึ้น

ดูประเทศเราที่ผ่านมาระยะ 30 ปี การคอรัปชั่นเลวติดอันดับโลก คิดจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปล่อยให้นายทุนใหญ่ๆ ฆ่ากิจการขนาดเล็ก ระบอบราชการล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ ธนาคารทุกธนาคารและต่างชาติเอาเปรียบประชาชน ไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือต่างชาติ กอบโกยกำไรมหาศาล พอเศรษฐกิจไม่ดี ก็ไม่ช่วย หรือกลับเหยียบย่ำ  ซ้ำรัฐบาลกู้เงินมาใช้ทำโครงการต่างๆ เพื่อจะได้คอรัปชั่นกัน มีอยู่ 2 อย่างให้เลือก คือ​ "คุณลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศเราคงอยู่ หรือลาก่อนประเทศเรา"                                                                                "อัมรินทร์ คอมันตร์"  

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ ชวนคิด “ฝ่าวิกฤตภัยแล้ง” เปิดเวทีระดมความรู้รับมือซูเปอร์เอลนีโญ

จุฬาฯ ชวนคิด “ฝ่าวิกฤตภัยแล้ง” 

เปิดเวทีระดมความรู้รับมือซูเปอร์เอลนีโญ 

ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อสภาพอากาศสุดขั้ว

      จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ จัดงานเสวนาวิชาการ Chula The Impact ครั้งที่ 39 ในหัวข้อ “จุฬาฯ ชวนคิด ฝ่าวิกฤตภัยแล้ง: รู้ทัน ปรับตัว ผ่านพ้น” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งและผลกระทบจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกเฝ้าระวัง โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศและการบริหารจัดการน้ำร่วมวิเคราะห์สถานการณ์และเสนอแนวทางรับมืออย่างรอบด้าน เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี จุฬาฯ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

       วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรม แหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินรายการโดย อาจารย์ เภสัชกร ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน อาจารย์พิเศษ ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาฯ

      ภายในงาน วิทยากรได้ร่วมกันสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ โดยชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ฝนทิ้งช่วงยาวนาน และสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้น ทั้งอุณหภูมิสูงจัด น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภาคการเกษตร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

     ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ภูมิอากาศโลกว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนและอุณหภูมิในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูฝน และเพิ่มความเสี่ยงของภัยแล้งในหลายพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบพยากรณ์อากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้าในการช่วยให้สังคมสามารถเตรียมพร้อมและปรับตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

       ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ได้กล่าวถึงผลกระทบของภัยแล้งต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศว่า ปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องปรับแนวคิดการจัดการน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบูรณาการการจัดการ “น้ำท่วม–น้ำแล้ง–น้ำเสีย” อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถรองรับวิกฤตน้ำ ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

     ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมว่า ภัยแล้งไม่ได้ส่งผลเฉพาะภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ทรัพยากรน้ำมีจำกัด ภาคเกษตรจำเป็นต้องปรับตัว ด้วยการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการน้ำและลดความสูญเสียจากภัยแล้ง

      ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส และรองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ได้นำเสนอผลงานวิจัยและเครื่องมือด้านการบริหารจัดการน้ำของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์น้ำ การวิเคราะห์ข้อมูล และการวางแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรน้ำ ในอนาคต


     การจัดงานเสวนาวิชาการ Chula The Impact ครั้งที่ 39 ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่กลางทางวิชาการที่ร่วมขับเคลื่อนองค์ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสำคัญของสังคม โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมความพร้อม ปรับตัว และร่วมกันรับมือกับวิกฤต ภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานเสวนาย้อนหลังได้ทาง Facebook Live: Chulalongkorn University 


"ชณันภัสร์ " ​ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ รับรางวัลเกียรติยศ​ "หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ณ​ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ​ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 สำหรับ "รางวัลหัตถานารายณ์" นี้เป็นรางวัลที่มอบมอบให้แก่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง​ โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด​ มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน​ ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา​ จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้​ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร กล่าวว่า​ “บ้านครูกำไร” เป็นต้นแบบสถาบันกวดวิชาที่ “ดูแลด้วยหัวใจ พัฒนาเด็กไทยสู่ความเป็นเลิศ” โดยมีจุดเด่นที่วิชาการที่เข้มข้น บรรจบกับการดูแลที่เข้าถึงใจ รวมถึงการใช้หลักสูตร “Personalized Learning” หรือการเข้าถึงศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล ครูผู้สอนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่งต่อความรู้ แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) ที่ช่วยปลดล็อกจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้เด็กแต่ละคน ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น​ บ้านครูกำไรในภาพจำของผู้ปกครองคือสถาบันที่มากกว่าการกวดวิชา สิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองบอกต่อกันปากต่อปาก จนทำให้บ้านครูกำไรเติบโตอย่างมั่นคง คือภาพลักษณ์ของ “สถาบันการศึกษาที่มีความรับผิดชอบสูง” เน้นการสอนที่ “สนุก เข้าใจง่าย แต่ได้ผลจริง” และที่สำคัญที่สุดคือ “การดูแลเหมือนคนในครอบครัว” ทำให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยและมีความสุขในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคะแนนสอบและความสำเร็จในระยะยาว ส่วนก้าวต่อไปก็คือการนำนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ มาปรับใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า บุตรหลานที่มาเรียนที่นี่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด “เราให้คำมั่นสัญญาว่า จะรักษามาตรฐานการเป็นผู้บริหารยอดเยี่ยม และจะพัฒนาสถาบันแห่งนี้ให้เป็นบ้านหลังที่สองที่บ่มเพาะปัญญาและสร้างความสำเร็จให้แก่เด็กๆ อย่างยั่งยืน ผู้ปกครองทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกนาทีที่บุตรหลานอยู่กับเรา คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มีคุณภาพที่สุด สำหรับผู้ปกครองที่สนใจพัฒนาศักยภาพบุตรหลาน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร เพื่อให้เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้ไปด้วยกันค่ะ ​ นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า ​"ท่ามกลางการแข่งขันทางด้านการศึกษาที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลอันทรงเกียรติข รางวัลหัตถานารายณ์ สาขา “ผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ตัวผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม​ "รางวัลนี้มีความหมายต่อสถาบันของเราอย่างยิ่ง เพราะคือเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเทที่เรามีให้แก่เด็กๆ มาโดยตลอด ครูขอขอบพระคุณคณะครูและทีมงานที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญ ขอบพระคุณผู้ปกครองที่ไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางอนาคตของบุตรหลาน และที่ขาดไม่ได้คือลูกศิษย์ทุกคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ครูพัฒนาการสอนในทุกๆ วัน รางวัลนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณ ดร.ศรีสุริยะ สะริมินยุพเรศ นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ที่มอบรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์" ครั้งที่ 2​ ปีพทธศักราช 2569 สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ในโอกาสก่อตั้งสมาคมครบรอบ​ 12​ ปี

"ชณันภัสร์ " ​ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​

รับรางวัลเกียรติยศ​ "หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ 

สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี

     นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ณ​ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ​ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569


      สำหรับ "รางวัลหัตถานารายณ์" นี้เป็นรางวัลที่มอบมอบให้แก่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง​ โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด​ มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน​ ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา​ จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้​ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป


     นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร กล่าวว่า​ “บ้านครูกำไร” เป็นต้นแบบสถาบันกวดวิชาที่ “ดูแลด้วยหัวใจ พัฒนาเด็กไทยสู่ความเป็นเลิศ” โดยมีจุดเด่นที่วิชาการที่เข้มข้น บรรจบกับการดูแลที่เข้าถึงใจ รวมถึงการใช้หลักสูตร “Personalized Learning” หรือการเข้าถึงศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล ครูผู้สอนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่งต่อความรู้ แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) ที่ช่วยปลดล็อกจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้เด็กแต่ละคน ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น​ บ้านครูกำไรในภาพจำของผู้ปกครองคือสถาบันที่มากกว่าการกวดวิชา  สิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองบอกต่อกันปากต่อปาก จนทำให้บ้านครูกำไรเติบโตอย่างมั่นคง คือภาพลักษณ์ของ “สถาบันการศึกษาที่มีความรับผิดชอบสูง” เน้นการสอนที่ “สนุก เข้าใจง่าย แต่ได้ผลจริง” และที่สำคัญที่สุดคือ “การดูแลเหมือนคนในครอบครัว” ทำให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยและมีความสุขในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคะแนนสอบและความสำเร็จในระยะยาว ส่วนก้าวต่อไปก็คือการนำนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ มาปรับใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า บุตรหลานที่มาเรียนที่นี่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด “เราให้คำมั่นสัญญาว่า จะรักษามาตรฐานการเป็นผู้บริหารยอดเยี่ยม และจะพัฒนาสถาบันแห่งนี้ให้เป็นบ้านหลังที่สองที่บ่มเพาะปัญญาและสร้างความสำเร็จให้แก่เด็กๆ อย่างยั่งยืน ผู้ปกครองทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกนาทีที่บุตรหลานอยู่กับเรา คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มีคุณภาพที่สุด


     สำหรับผู้ปกครองที่สนใจพัฒนาศักยภาพบุตรหลาน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร เพื่อให้เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้ไปด้วยกันค่ะ


      ​ นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า  ​"ท่ามกลางการแข่งขันทางด้านการศึกษาที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลอันทรงเกียรติข รางวัลหัตถานารายณ์  สาขา “ผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ตัวผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม​


"รางวัลนี้มีความหมายต่อสถาบันของเราอย่างยิ่ง เพราะคือเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเทที่เรามีให้แก่เด็กๆ มาโดยตลอด ครูขอขอบพระคุณคณะครูและทีมงานที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญ ขอบพระคุณผู้ปกครองที่ไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางอนาคตของบุตรหลาน และที่ขาดไม่ได้คือลูกศิษย์ทุกคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ครูพัฒนาการสอนในทุกๆ วัน รางวัลนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”

      สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณ ดร.ศรีสุริยะ สะริมินยุพเรศ นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ที่มอบรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์" ครั้งที่ 2​ ปีพทธศักราช 2569 สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ในโอกาสก่อตั้งสมาคมครบรอบ​ 12​ ปี 








วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ​ เปิดพื้นที่สยาม จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” ปีที่ 2​

จุฬาฯ​ เปิดพื้นที่สยาม จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” ปีที่ 2​ 

รวมพลังเพื่อแรงงานไทยอย่างยิ่งใหญ่

ชูโมเดลเชื่อมโยงพลังคนอุดมศึกษา-แรงงาน เพื่อสังคมเข็มแข็งยั่งยืน


     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ) จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 2569 วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ​ สยามสแควร์ วอล์กกิ้งสตรีท โดยได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานและประชาชนที่มาเข้ารับบริการอย่างคึกคักตั้งแต่เช้า โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน

      โดยได้รับเกียรติจาก​ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  (อว.)​เป็นประธานเปิดงาน​ พร้อมด้วย​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน​ ​โดยมี​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นำทีมผู้บริหาร คณบดี ตัวแทนนิสิต คณาจารย์ และบุคลากรทางการแพทย์​ และพันธมิตรองค์กรต่างๆ​ ให้การต้อนรับ


     หลังจากเปิดงาน​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ได้นำ​ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  (อว.)​ และ​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเยี่ยมชมกิจกรรมบูธต่างๆ แในแต่ละโซน​ ทั้งโซนตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษาด้านสิทธิแรงงาน และโซนพัฒนาทักษะอาชีพ ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากรพร้อมพบปะแรงงาน​และประชาชนที่มาร่วมงาน​

      ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การจัดงาน​ “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง”​ ในครั้งนี้​ เป็นการเดินหน้าพันธกิจในการขับเคลื่อน และช่วยเหลือสังคม รวมพลังนิสิต อาจารย์ พยาบาล แพทย์ และเครือข่ายพันธมิตรทั้งโรงพยาบาล และบริษัทเอกชน ยกพื้นที่สยามสแควร์ 1 วันให้แรงงานมาใช้​สิทธรับบริการด้านสุขภาพที่ครบวงจร จากคณะสายสุขภาพของจุฬาฯ ที่รวมพลังกับโรงพยาบาลศรีสวรรค์ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ ที่ยกทัพมาให้บริการเจาะเลือดเพื่อคัดกรองความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงการให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก สอนการตรวจมะเร็งเต้านม คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจความแข็งแรงของกระดูก และทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ยา และอาหารตลอดทั้งวัน​ รวมทั้งกิจกรรมความบันเทิง สนุกสนาน โดยปีนี้จุฬาฯ​ ได้ร่วมงานกับพันธมิตรสำคัญอย่างช่อง​ 7HD และ GMM Grammy ที่ส่งศิลปิน​ เต๋า ทัศนัย และ J JAZZSPER มาร่วมสร้างความสนุก, การแสดงดนตรีวง “สามย่าน” จากสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, การแสดงร้องเพลงจาก บี กมลาสน์, ปอย ภานุรัจน์ และโหน ธนากร ศิลปินสังกัด​ช่อง7HD และคอนเสิร์ตจาก แบงค์ เส้นเล็ก ศิลปินค่าย TMG Record ให้แรงงานและประชาชนทั่วไปได้มาเติมพลังทั้งร่างกาย และจิตใจ 

     ในโอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมการจัดงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ว่า​ เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคแรงงานออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาสร้างประโยชน์ให้กับแรงงานในสังคมได้จริง

      โดย​ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ​ กล่าวว่า​ “รูปแบบการจัดงานในลักษณะนี้ ถือเป็นโมเดลที่น่าสนใจในการขยายผลจากจุฬาฯ ในพื้นที่สยามสแควร์ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานและคนไทยได้มากยิ่งขึ้น นอกจากแรงงานจะได้รับบริการที่จำเป็นแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นิสิต นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างโลกการศึกษาและโลกการทำงานได้อย่างชัดเจน”

      ด้าน​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน​ กล่าวตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลแรงงานทุกคนว่า “การจัดงานในครั้งนี้ เป็นงานที่ตอบโจทย์กระทรวงแรงงานที่อยากพัฒนาแรงงานของประเทศ ให้มีความเข็มแข็ง ไม่ใช่แค่ด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องมีสุขภาวะจิตใจที่เข้มแข็ง รับมือกับความเครียด ความกดดัน สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข มีสวัสดิการที่ดี และที่สำคัญมีความรู้ความสามารถที่ทันโลก อยากขอบคุณนิสิต อาจารย์ พยาบาล คุณหมอและทีมงานทุกๆ​ คนที่สละเวลามาดูแลแรงงานในวันนี้”



    ​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อว่า​"การลงพื้นที่ของริงนายกรัฐมนตรี​และรัฐมนตรีทั้งสองท่านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบูรณาการ เชื่อมโยงศาสตร์ และทรัพยากรของทั้งสองกระทรวง ให้สามารถแลกเปลี่ยน สนับสนุน และช่วยเหลือซึ่งกันกัน ทำให้เกิดการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน"



     การจัดงาน​ “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง”  จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมในวันแรงงาน​เท่านั้น​แต่เป็นความตั้งใจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อยากแสดงพลังของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาที่จะจบไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นการเปิดเวทีให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริง สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรม องค์ความรู้ที่เรียนมา ไปสร้างประโยชน์คืนให้กับสังคมและประเทศชาติได้อย่างเต็มที่

     ปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่จุฬาฯ เดินหน้าสานต่อแนวคิดในการสร้างสรรค์พื้นที่สยามสแควร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองภายใต้การดูแลของ PMCU หรือสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับโอกาสของคนไทยทุกๆ​ คน โดยฉพาะกลุ่มคนผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ การดูแลสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับแรงงาน จึงเป็นภารกิจที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง  

 

     







มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการ “พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร” ครั้งที่ 3

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการ “พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร” ครั้งที่ 3  รุดส่งมอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น...