วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว​เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว​เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา 

พุทธสถานประวัติศาสตร์ มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว​เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร พุทธสถานประวัติศาสตร์แห่งการรวมพลังศรัทธาของหลวงปู่ไต้ฮง มรดกแห่งเมตตาธรรมและแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร อันเป็นที่ประดิษฐาน องค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) แกะสลักจากหินหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนซีอิมผ่อสัก) และ พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั๋งอ้วงผ่อสัก) องค์เทพสำคัญตามคติความเชื่อจีน และเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านสถาปัตยกรรมแต้จิ๋วโบราณ เป็นแหล่งรวบรวมงานศิลป์ งานไม้แกะสลัก และงานจิตรกรรมหินหยกขาวแกะสลักตกแต่งตามแนวศิลปกรรมจีนแบบราชสำนักที่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม โดยมี นายอรรถนิติ ดิษฐอํานาจ องคมนตรี นายอําพน กิตติอําพน องคมนตรี นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิฯ แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ​ ​เมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

      เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย เสด็จประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้น นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดสร้างอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่ออาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ เมื่อเสด็จเข้าอาคารศาลเจ้าฯ ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก จากนั้น นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณและผู้บริจาคเงินสมทบทุนการก่อสร้างอาคารศาลเจ้าฯ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก 

      นายบวรสินธุ์ ตันธุวนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแผ่นศิลาเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมวชิราจารย์ (เจ้าคุณเย็นอี่) เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เย็น ถวายเทพซิ่ว (เทพอายุวัฒนะ) เนื้อไม้กฤษณาแกะสลัก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เจ้าคุณเย็นงี้) รองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ถวายพระกวนอิมโพธิสัตว์ เนื้อไม้กฤษณาแก่สลัก แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

     จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับ คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารฯ หน้าองค์ไต้ฮงกงหยกขาว ก่อนเสด็จไปยังบริเวณที่ปลูกต้นไม้ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นสนฉัตร จำนวน 1 ต้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปลูกต้นสนฉัตร 1 ต้น จากนั้น นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้อมเกล้าฯ ถวายองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) หินหยกขาวแกะสลัก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้อมเกล้าฯ ถวายพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์กวนอิม) หินหยกขาวแกะสลัก แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

      นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การก่อสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา แห่งนี้ ยึดรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ตามสกุลช่างแต้จิ๋ว บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง​ พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

      ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา แบ่งพื้นที่ออกเป็นตัวอาคารศาลเจ้าและอาคารอเนกประสงค์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และฉลองในโอกาสที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งก่อตั้งครบ 110 ปี

      อาคารแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามว่า “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” เพื่อยกย่องเทิดทูนเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา พร้อมได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ มาประดิษฐานบนอาคาร นับเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่มูลนิธิฯ และพสกนิกรผู้มีจิตศรัทธาทุกหมู่เหล่า

     ศาลเจ้าแห่งนี้คือภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ด้านศาสนาและกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นศูนย์รวมพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่แห่งเมตตาธรรมของหลวงปู่ไต้ฮง และเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมสถาปัตยกรรมแต้จิ๋วโบราณ บนผืนดินศักดิ์สิทธิ์ใจกลางสาทรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 120 ปี

      มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตกุศล ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจารึกประวัติศาสตร์ ในการสร้างพุทธสถาน สืบสานพลังศรัทธา ร่วมทำความดี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

      ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา กำหนดเปิดให้ประชาชนผู้มีศรัทธาเข้าเยี่ยมชม และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่​www.facebook.com/TaiHongGongShrine หรือติดตามข่าวสารตามช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

"อัมรินทร์ คอมันตร์" กับบทความพิเศษ​ "ลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศเราคงอยู่ หรือลาก่อนประเทศเรา"

"อัมรินทร์ คอมันตร์" กับบทความพิเศษ​ "ลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศเราคงอยู่ หรือลาก่อนประเทศเรา"

     มีประเทศ​ อ.​ ในทวีปอเมริกาใต้เคยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีกินดีอันดับหนึ่งของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศ​ อ.​นี้มีทรัพยากรแทบทุกชนิด​ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน ค้าขาย สมบูรณ์ การค้าก้าวหน้า การเกษตร มีแหล่งพลังงานมากมาย ตั้งแต่พลังงานเหมืองแร่ น้ำมัน แต่หลังจากนั้นไม่กี่สิบปีก็ล่มสลายเพราะการคอรัปชั่นของผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนเองก็มีส่วนสำคัญทำให้ประเทศต้องล่มสลาย ผู้เขียนเคยพูดคุยกับเอกอัครราชทูตประเทศ​ อ. ที่เคยมารับประทานอาหารที่บ้านว่า "ประเทศคุณมีรัฐบาลที่มีการคอรัปชั่น  รวมทั้งข้าราชการส่วนใหญ่และประชาชนไม่เอาไหน ประเทศคุณล่มจมแน่ ภายใน 2 ปี ประเทศ​ อ.​ ก็ล่มจม" 

     จะไม่ล่มจมได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลมันขายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติและประชาชนส่วนใหญ่ให้ต่างชาติ และพวกมันยังแปรรูปขาย รถไฟ ทางด่วน สายการบิน ไฟฟ้า ประปา และอื่น ๆ ที่มันจะขายได้ คนประเทศ​ อ.​ จะกินจะใช้น้ำก็ต้องใช้ของประเทศอื่น ไฟก็ใช้ของประเทศอื่นซึ่งแพงกว่าราคามาก เมื่อเป็นของรัฐวิสาหกิจมากมาย รัฐบาลมันเปิดให้ต่างชาติเข้ามาตั้งทำกิจการได้ ขายที่ดินให้ต่างชาติ​ คนต่างชาติที่เคยมาประเทศเรา มันเอาเงินที่ซื้อที่ดินหนึ่งล้านไร่ คนประเทศ​ อ.​ เป็นล้านๆ คน ไม่มีที่อยู่ที่ซุกหัวนอน  คนต่างชาติขนเงินกลับประเทศตน ความหายนะเกิดขึ้นอย่างเลวร้ายมาจากพฤติกรรมของผู้บริหารประเทศเลวๆ ข้าราชการเลวๆ  ตลอดจนประชาชนเลวๆ ที่สนับสนุนคนชั่วๆ เข้ามาบริหารประเทศอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ผู้เขียนได้อยู่ที่ประเทศ อ.​ ประมาณ 2 สัปดาห์  พอ 3 – 4 ทุ่มได้เห็นคนจนที่อาศัยอยู่รอบเมืองหลวงที่สวยงาม ออกมาคุ้ยเศษขยะหาอาหารกินกันทั้งเมือง รุ่งเช้าจะเห็นประชาชนเอารองเท้า ก้อนอิฐ ขวด และวัสดุอื่นๆ ปาประตูธนาคาร เพราะธนาคารเหล่านั้น ผู้บริหารประเทศขั่วๆ ออกกฎหมายให้ต่างชาติเปิดธนาคารได้ เศรษฐกิจพัง มันก็ขนเงินออก ธนาคารที่เหลือให้ผู้ฝากเงินเบิกไปซื้อข้าวกินได้ 1 – 2 วัน ในช่วงที่อยู่ประเทศ​ อ. มีข่าวว่าทหารจะออกมาปฏิวัติขับไล่นักการเมืองออกไป แต่ปรากฏว่า ผู้บริหารประเทศและนักการเมือง มันซื้อพวกทหารระดับสูงที่คุมกำลังอำนาจ เหมือนกับซื้อสุนัข เป็ด ไก่ การปฏิวัติเลยไม่เกิดขึ้น

ดูประเทศเราที่ผ่านมาระยะ 30 ปี การคอรัปชั่นเลวติดอันดับโลก คิดจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปล่อยให้นายทุนใหญ่ๆ ฆ่ากิจการขนาดเล็ก ระบอบราชการล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ ธนาคารทุกธนาคารและต่างชาติเอาเปรียบประชาชน ไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือต่างชาติ กอบโกยกำไรมหาศาล พอเศรษฐกิจไม่ดี ก็ไม่ช่วย หรือกลับเหยียบย่ำ  ซ้ำรัฐบาลกู้เงินมาใช้ทำโครงการต่างๆ เพื่อจะได้คอรัปชั่นกัน มีอยู่ 2 อย่างให้เลือก คือ​ "คุณลุกขึ้นสู้เพื่อประเทศเราคงอยู่ หรือลาก่อนประเทศเรา"                                                                                "อัมรินทร์ คอมันตร์"  

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ ชวนคิด “ฝ่าวิกฤตภัยแล้ง” เปิดเวทีระดมความรู้รับมือซูเปอร์เอลนีโญ

จุฬาฯ ชวนคิด “ฝ่าวิกฤตภัยแล้ง” 

เปิดเวทีระดมความรู้รับมือซูเปอร์เอลนีโญ 

ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อสภาพอากาศสุดขั้ว

      จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ จัดงานเสวนาวิชาการ Chula The Impact ครั้งที่ 39 ในหัวข้อ “จุฬาฯ ชวนคิด ฝ่าวิกฤตภัยแล้ง: รู้ทัน ปรับตัว ผ่านพ้น” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งและผลกระทบจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกเฝ้าระวัง โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศและการบริหารจัดการน้ำร่วมวิเคราะห์สถานการณ์และเสนอแนวทางรับมืออย่างรอบด้าน เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี จุฬาฯ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

       วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรม แหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินรายการโดย อาจารย์ เภสัชกร ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน อาจารย์พิเศษ ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาฯ

      ภายในงาน วิทยากรได้ร่วมกันสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ โดยชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ฝนทิ้งช่วงยาวนาน และสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้น ทั้งอุณหภูมิสูงจัด น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภาคการเกษตร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

     ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ภูมิอากาศโลกว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนและอุณหภูมิในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูฝน และเพิ่มความเสี่ยงของภัยแล้งในหลายพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบพยากรณ์อากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้าในการช่วยให้สังคมสามารถเตรียมพร้อมและปรับตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

       ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ได้กล่าวถึงผลกระทบของภัยแล้งต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศว่า ปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องปรับแนวคิดการจัดการน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบูรณาการการจัดการ “น้ำท่วม–น้ำแล้ง–น้ำเสีย” อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถรองรับวิกฤตน้ำ ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

     ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมว่า ภัยแล้งไม่ได้ส่งผลเฉพาะภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ทรัพยากรน้ำมีจำกัด ภาคเกษตรจำเป็นต้องปรับตัว ด้วยการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการน้ำและลดความสูญเสียจากภัยแล้ง

      ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส และรองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ได้นำเสนอผลงานวิจัยและเครื่องมือด้านการบริหารจัดการน้ำของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์น้ำ การวิเคราะห์ข้อมูล และการวางแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรน้ำ ในอนาคต


     การจัดงานเสวนาวิชาการ Chula The Impact ครั้งที่ 39 ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่กลางทางวิชาการที่ร่วมขับเคลื่อนองค์ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสำคัญของสังคม โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมความพร้อม ปรับตัว และร่วมกันรับมือกับวิกฤต ภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานเสวนาย้อนหลังได้ทาง Facebook Live: Chulalongkorn University 


"ชณันภัสร์ " ​ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ รับรางวัลเกียรติยศ​ "หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ณ​ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ​ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 สำหรับ "รางวัลหัตถานารายณ์" นี้เป็นรางวัลที่มอบมอบให้แก่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง​ โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด​ มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน​ ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา​ จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้​ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร กล่าวว่า​ “บ้านครูกำไร” เป็นต้นแบบสถาบันกวดวิชาที่ “ดูแลด้วยหัวใจ พัฒนาเด็กไทยสู่ความเป็นเลิศ” โดยมีจุดเด่นที่วิชาการที่เข้มข้น บรรจบกับการดูแลที่เข้าถึงใจ รวมถึงการใช้หลักสูตร “Personalized Learning” หรือการเข้าถึงศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล ครูผู้สอนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่งต่อความรู้ แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) ที่ช่วยปลดล็อกจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้เด็กแต่ละคน ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น​ บ้านครูกำไรในภาพจำของผู้ปกครองคือสถาบันที่มากกว่าการกวดวิชา สิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองบอกต่อกันปากต่อปาก จนทำให้บ้านครูกำไรเติบโตอย่างมั่นคง คือภาพลักษณ์ของ “สถาบันการศึกษาที่มีความรับผิดชอบสูง” เน้นการสอนที่ “สนุก เข้าใจง่าย แต่ได้ผลจริง” และที่สำคัญที่สุดคือ “การดูแลเหมือนคนในครอบครัว” ทำให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยและมีความสุขในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคะแนนสอบและความสำเร็จในระยะยาว ส่วนก้าวต่อไปก็คือการนำนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ มาปรับใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า บุตรหลานที่มาเรียนที่นี่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด “เราให้คำมั่นสัญญาว่า จะรักษามาตรฐานการเป็นผู้บริหารยอดเยี่ยม และจะพัฒนาสถาบันแห่งนี้ให้เป็นบ้านหลังที่สองที่บ่มเพาะปัญญาและสร้างความสำเร็จให้แก่เด็กๆ อย่างยั่งยืน ผู้ปกครองทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกนาทีที่บุตรหลานอยู่กับเรา คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มีคุณภาพที่สุด สำหรับผู้ปกครองที่สนใจพัฒนาศักยภาพบุตรหลาน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร เพื่อให้เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้ไปด้วยกันค่ะ ​ นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า ​"ท่ามกลางการแข่งขันทางด้านการศึกษาที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลอันทรงเกียรติข รางวัลหัตถานารายณ์ สาขา “ผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ตัวผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม​ "รางวัลนี้มีความหมายต่อสถาบันของเราอย่างยิ่ง เพราะคือเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเทที่เรามีให้แก่เด็กๆ มาโดยตลอด ครูขอขอบพระคุณคณะครูและทีมงานที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญ ขอบพระคุณผู้ปกครองที่ไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางอนาคตของบุตรหลาน และที่ขาดไม่ได้คือลูกศิษย์ทุกคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ครูพัฒนาการสอนในทุกๆ วัน รางวัลนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณ ดร.ศรีสุริยะ สะริมินยุพเรศ นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ที่มอบรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์" ครั้งที่ 2​ ปีพทธศักราช 2569 สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ในโอกาสก่อตั้งสมาคมครบรอบ​ 12​ ปี

"ชณันภัสร์ " ​ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​

รับรางวัลเกียรติยศ​ "หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ 

สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี

     นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569​ สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ณ​ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ​ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569


      สำหรับ "รางวัลหัตถานารายณ์" นี้เป็นรางวัลที่มอบมอบให้แก่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง​ โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด​ มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน​ ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา​ จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้​ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป


     นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร กล่าวว่า​ “บ้านครูกำไร” เป็นต้นแบบสถาบันกวดวิชาที่ “ดูแลด้วยหัวใจ พัฒนาเด็กไทยสู่ความเป็นเลิศ” โดยมีจุดเด่นที่วิชาการที่เข้มข้น บรรจบกับการดูแลที่เข้าถึงใจ รวมถึงการใช้หลักสูตร “Personalized Learning” หรือการเข้าถึงศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล ครูผู้สอนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่งต่อความรู้ แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) ที่ช่วยปลดล็อกจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้เด็กแต่ละคน ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น​ บ้านครูกำไรในภาพจำของผู้ปกครองคือสถาบันที่มากกว่าการกวดวิชา  สิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองบอกต่อกันปากต่อปาก จนทำให้บ้านครูกำไรเติบโตอย่างมั่นคง คือภาพลักษณ์ของ “สถาบันการศึกษาที่มีความรับผิดชอบสูง” เน้นการสอนที่ “สนุก เข้าใจง่าย แต่ได้ผลจริง” และที่สำคัญที่สุดคือ “การดูแลเหมือนคนในครอบครัว” ทำให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยและมีความสุขในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคะแนนสอบและความสำเร็จในระยะยาว ส่วนก้าวต่อไปก็คือการนำนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ มาปรับใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า บุตรหลานที่มาเรียนที่นี่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด “เราให้คำมั่นสัญญาว่า จะรักษามาตรฐานการเป็นผู้บริหารยอดเยี่ยม และจะพัฒนาสถาบันแห่งนี้ให้เป็นบ้านหลังที่สองที่บ่มเพาะปัญญาและสร้างความสำเร็จให้แก่เด็กๆ อย่างยั่งยืน ผู้ปกครองทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกนาทีที่บุตรหลานอยู่กับเรา คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มีคุณภาพที่สุด


     สำหรับผู้ปกครองที่สนใจพัฒนาศักยภาพบุตรหลาน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร เพื่อให้เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้ไปด้วยกันค่ะ


      ​ นางสาวชณันภัสร์ ไชยอักษรวิชญ์​ ผู้บริหาร โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร​ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า  ​"ท่ามกลางการแข่งขันทางด้านการศึกษาที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โรงเรียนกวดวิชาบ้านครูกำไร ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลอันทรงเกียรติข รางวัลหัตถานารายณ์  สาขา “ผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ตัวผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม​


"รางวัลนี้มีความหมายต่อสถาบันของเราอย่างยิ่ง เพราะคือเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเทที่เรามีให้แก่เด็กๆ มาโดยตลอด ครูขอขอบพระคุณคณะครูและทีมงานที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญ ขอบพระคุณผู้ปกครองที่ไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางอนาคตของบุตรหลาน และที่ขาดไม่ได้คือลูกศิษย์ทุกคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ครูพัฒนาการสอนในทุกๆ วัน รางวัลนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”

      สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณ ดร.ศรีสุริยะ สะริมินยุพเรศ นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ที่มอบรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์" ครั้งที่ 2​ ปีพทธศักราช 2569 สาขาผู้บริหารด้านการส่งเสริมการศึกษายอดเยี่ยมแห่งปี ในโอกาสก่อตั้งสมาคมครบรอบ​ 12​ ปี 








วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ​ เปิดพื้นที่สยาม จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” ปีที่ 2​

จุฬาฯ​ เปิดพื้นที่สยาม จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” ปีที่ 2​ 

รวมพลังเพื่อแรงงานไทยอย่างยิ่งใหญ่

ชูโมเดลเชื่อมโยงพลังคนอุดมศึกษา-แรงงาน เพื่อสังคมเข็มแข็งยั่งยืน


     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ) จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 2569 วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ​ สยามสแควร์ วอล์กกิ้งสตรีท โดยได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานและประชาชนที่มาเข้ารับบริการอย่างคึกคักตั้งแต่เช้า โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน

      โดยได้รับเกียรติจาก​ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  (อว.)​เป็นประธานเปิดงาน​ พร้อมด้วย​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน​ ​โดยมี​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นำทีมผู้บริหาร คณบดี ตัวแทนนิสิต คณาจารย์ และบุคลากรทางการแพทย์​ และพันธมิตรองค์กรต่างๆ​ ให้การต้อนรับ


     หลังจากเปิดงาน​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ได้นำ​ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  (อว.)​ และ​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเยี่ยมชมกิจกรรมบูธต่างๆ แในแต่ละโซน​ ทั้งโซนตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษาด้านสิทธิแรงงาน และโซนพัฒนาทักษะอาชีพ ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากรพร้อมพบปะแรงงาน​และประชาชนที่มาร่วมงาน​

      ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การจัดงาน​ “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง”​ ในครั้งนี้​ เป็นการเดินหน้าพันธกิจในการขับเคลื่อน และช่วยเหลือสังคม รวมพลังนิสิต อาจารย์ พยาบาล แพทย์ และเครือข่ายพันธมิตรทั้งโรงพยาบาล และบริษัทเอกชน ยกพื้นที่สยามสแควร์ 1 วันให้แรงงานมาใช้​สิทธรับบริการด้านสุขภาพที่ครบวงจร จากคณะสายสุขภาพของจุฬาฯ ที่รวมพลังกับโรงพยาบาลศรีสวรรค์ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ ที่ยกทัพมาให้บริการเจาะเลือดเพื่อคัดกรองความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงการให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก สอนการตรวจมะเร็งเต้านม คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจความแข็งแรงของกระดูก และทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ยา และอาหารตลอดทั้งวัน​ รวมทั้งกิจกรรมความบันเทิง สนุกสนาน โดยปีนี้จุฬาฯ​ ได้ร่วมงานกับพันธมิตรสำคัญอย่างช่อง​ 7HD และ GMM Grammy ที่ส่งศิลปิน​ เต๋า ทัศนัย และ J JAZZSPER มาร่วมสร้างความสนุก, การแสดงดนตรีวง “สามย่าน” จากสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, การแสดงร้องเพลงจาก บี กมลาสน์, ปอย ภานุรัจน์ และโหน ธนากร ศิลปินสังกัด​ช่อง7HD และคอนเสิร์ตจาก แบงค์ เส้นเล็ก ศิลปินค่าย TMG Record ให้แรงงานและประชาชนทั่วไปได้มาเติมพลังทั้งร่างกาย และจิตใจ 

     ในโอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมการจัดงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ว่า​ เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคแรงงานออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาสร้างประโยชน์ให้กับแรงงานในสังคมได้จริง

      โดย​ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ​ กล่าวว่า​ “รูปแบบการจัดงานในลักษณะนี้ ถือเป็นโมเดลที่น่าสนใจในการขยายผลจากจุฬาฯ ในพื้นที่สยามสแควร์ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานและคนไทยได้มากยิ่งขึ้น นอกจากแรงงานจะได้รับบริการที่จำเป็นแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นิสิต นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างโลกการศึกษาและโลกการทำงานได้อย่างชัดเจน”

      ด้าน​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน​ กล่าวตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลแรงงานทุกคนว่า “การจัดงานในครั้งนี้ เป็นงานที่ตอบโจทย์กระทรวงแรงงานที่อยากพัฒนาแรงงานของประเทศ ให้มีความเข็มแข็ง ไม่ใช่แค่ด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องมีสุขภาวะจิตใจที่เข้มแข็ง รับมือกับความเครียด ความกดดัน สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข มีสวัสดิการที่ดี และที่สำคัญมีความรู้ความสามารถที่ทันโลก อยากขอบคุณนิสิต อาจารย์ พยาบาล คุณหมอและทีมงานทุกๆ​ คนที่สละเวลามาดูแลแรงงานในวันนี้”



    ​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อว่า​"การลงพื้นที่ของริงนายกรัฐมนตรี​และรัฐมนตรีทั้งสองท่านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบูรณาการ เชื่อมโยงศาสตร์ และทรัพยากรของทั้งสองกระทรวง ให้สามารถแลกเปลี่ยน สนับสนุน และช่วยเหลือซึ่งกันกัน ทำให้เกิดการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน"



     การจัดงาน​ “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง”  จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมในวันแรงงาน​เท่านั้น​แต่เป็นความตั้งใจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อยากแสดงพลังของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาที่จะจบไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นการเปิดเวทีให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริง สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรม องค์ความรู้ที่เรียนมา ไปสร้างประโยชน์คืนให้กับสังคมและประเทศชาติได้อย่างเต็มที่

     ปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่จุฬาฯ เดินหน้าสานต่อแนวคิดในการสร้างสรรค์พื้นที่สยามสแควร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองภายใต้การดูแลของ PMCU หรือสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับโอกาสของคนไทยทุกๆ​ คน โดยฉพาะกลุ่มคนผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ การดูแลสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับแรงงาน จึงเป็นภารกิจที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง  

 

     







วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่ซับน้ำตา​ เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่ซับน้ำตา มอบเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท 

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนายยุทธนา ทาโคตร์ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท รวม 91 คน พร้อมมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ แก่ผู้ปะสบอัคคีภัย มูลค่า 2,500 บาท จำนวน 33 ชุด รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท โดยมี นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ มูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์​ ​เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569


      ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


     ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

# ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 

# แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว​เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศ...