วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

นมธ. จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม”

นมธ. จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม” 

เชิดชูบุคคลต้นแบบสร้างคุณูปการต่อประเทศ


     สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม” ประจำปี  2568 ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยงามดูพลี เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อยกย่องเชิดชูศิษย์เก่าที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง


     ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม รุ่นที่ 22 แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การเมืองไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย” ถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของการเมืองต่อการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางความสนใจของศิษย์เก่า แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก


     โดย0ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม กล่าวแสดงความยินดี พร้อมด้วย รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการบริหาร สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม, ศ.พิเศษ นรนิติ อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ชัยยันต์ เจริญโชคทวี ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม​ และ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นเกียรติและประธานในพิธี จากนั้น ดร.มนตรี ฐิรโฆไท ประธานกรรมการคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงและรับใช้สังคม ได้กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการศิษย์เก่าดีเด่นฯ


     สำหรับพิธีมอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณแก่ศิษย์เก่าดีเด่นในรุ่นต่างๆ ได้แก่ นมธ. รุ่นที่ 1-24, นมธล. รุ่นที่ 1-3, นมธจ.รุ่นที่ 3-6 โดยมี ศ.พิเศษ นรนิติ อดีตนายกสภามหวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นผู้มอบโล่เกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ สะท้อนคุณค่าของผู้นำที่เติบโตจากองค์ความรู้ ควบคู่คุณธรรม และจิตสาธารณะ ทั้งนี้ การคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่นเป็นการยกย่องบุคคลที่อุทิศตนทำคุณประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ ชวน หลีกภัย, พินิจ จารุสมบัติ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ไชยยันต์ ชาครกุล, พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ, จีรพันธ์ อัศวะธนกุล, พัชรีย์ ไกรสิทธิ์, เทพวรรณ ม้าประเสริฐ, ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรมและ ดร.กัญณัฏฐ์ กรวิทย์ธนโชติ เป็นต้นโดยบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นต้นแบบที่สะท้อนบทบาทของผู้นำที่ยืนหยัดในการรับใช้สังคมอย่างแท้จริง


      ปัจจุบัน สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนักบริหารระดับสูง ภายใต้การกำกับของมูลนิธิสถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม (นมธ.) โดยมุ่งเสริมสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความเข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลก ประกอบด้วย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคม” (นมธ.), หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคมและโลก” (นมธล.) และ หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคม เจาะลึก” (นมธจ.) พร้อมกันนี้ สถาบันฯ อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัคร หลักสูตรธรรมศาสตร์เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหาร รุ่นใหม่ (นมธ.รม) รุ่นที่ 1 สำหรับผู้บริหาร ช่วงอายุ 25-35 ปี  เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพผู้นำให้สอดรับกับความท้าทายในมิติใหม่ของสังคมไทย ติดตามรายละเอียด WWW.TLPTU.COM


     พิธีมอบโล่เกียรติยศในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของ สถาบันวิทยาการธรรมศาสตร์เพื่อสังคม ในการปลูกฝังและส่งเสริมผู้นำที่มุ่งมั่นรับใช้สังคม และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดระนอง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง 

มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดระนอง 

พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดระนอง (จังหวัดที่ 4 ของทางภาคใต้) จำนวน 16 ครัวเรือน รวมมูลค่า 421,650 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น  447,450 บาท (สี่แสนสี่หมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน)  นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดทีมหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ฯ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการ โดยมี นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และ นางมุกดา หลิมนุกูล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี นายวิธรัช รามัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ร่วมในพิธี และ คณะมูลนิธิระนองสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วยอาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวเบญญาภา จันใจ (ขิม) ร่วมสร้างสีสันและให้กำลังใจ ณ บริเวณหอประชุมจังหวัดระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง​ เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

     นอกจากนี้​ายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส


     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

# ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

"เสี่ยโก้" ก่อเกียรติ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยม 3 สถาบัน​ พบแคนดิเดตนายกฯ พร้อมฝากแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไทย

"เสี่ยโก้" ก่อเกียรติ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยม 3 สถาบัน​ พบแคนดิเดตนายกฯ พร้อมฝากแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไทย

ในเวทีดีเบต "ศึกเปลี่ยนประเทศ" รายการ "คนดังนั่งเคลียร์"

     เมื่อวันที่​ 29 มกราคม​ 2569 รายการ "คนดังนั่งเคลียร์" ช่อง 8 จัดเวทีดีเบตใหญ่ของแคนดิเดทนายกฯ จาก 8 พรรคการเมือง ที่ M SKY PARK ชั้น M เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค โดยได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมรับฟัง "ศึกเปลี่ยนประเทศ" ประชันนโยบายสดๆ​ บนเวที และเพิ่มดีกรีความเดือดด้วยไฮไลท์สำคัญที่ "คนดัง" ตัวตึงระดับประเทศที่จะมายิงคำถามแทนใจชาวบ้าน โดยมีคนดูเป็นผู้ตัดสิน

     และในโอกาสนี้ "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันที่ล่าสุดได้รับแต่งตั้งจากนายสนามมวยลุมพินีเป็นโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี เดินทางมาร่วมกิจกรรม ด้วยคำถามถึงเหล่าแคนดิเดตนายกฯที่มาร่วมในกิจกรรมดีเบต "ศึกเปลี่ยนประเทศ" ในครั้งนี้​ ถึงนโยบายการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นไทย ที่ปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนน 34 จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43 คะแนน ด้วยคำถามยิงตรงว่า "ถ้าพรรคท่านได้รับโอกาสบริหารประเทศ ท่านสามารถจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น ด้วยมาตราการแบบไหน? และสามารถลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน ได้หรือไม่? อย่างไร?

     โดยก่อนเวทีดีเบต "ศึกเปลี่ยนประเทศ" จะเริ่มขึ้น นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์  ได้มีโอกาสมอบดอกไม้​ พร้อมเอกสาร​ขอให้ตรวจสอบกรณี บริษัทโฆษณาชื่อดัง​ร่วมกับอดีตผู้บริหารขนส่งมวลชน​ที่ร่วมกันทุจริตสร้างความเสียหายหรือไม่? โดยแนบเอกสารรายละเอียดกรณีทุจริตทุกอย่างให้กับแคนดิเดตนายกฯ จากหลายพรรคการเมือง โดยเริ่มจากมอบดอกไม้และเอกสารให้กับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากนั้นมอบดอกไม้พร้อมเอกสารการทุจริตให้กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคประชาชน ต่อด้วยมอบดอกไม้และเอกสารการทุจริตให้กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และปิดท้ายมอบดอกไม้และเอกสารการทุจริตให้กับ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคฯเศรษฐกิจ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนที่มาร่วมฟังดีเบต "ศึกเปลี่ยนประเทศ" 

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยสุขภาพประชาชนในส่วนภูมิภาค ลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคอีสาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยสุขภาพประชาชนในส่วนภูมิภาค ลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคอีสาน

แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชน ฝ่าวิกฤตมหันตภัยจมฝุ่นพิษ PM2.5 เกินมาตรฐาน

       ระหว่างวันที่ 24 – 26 มกราคม 2569​ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย แจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชน รวม 3 จังหวัด 14,000 แพ็ก (350,000 ชิ้น) คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 234,500 บาท (สองแสนสามหมื่นสี่พันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยมี มูลนิธิจิตกุศลขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มูลนิธิส่งเสริมธรรมแห่งอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และมูลนิธิสว่างคงคาธรรมสถาน จังหวัดหนองคาย เป็นผู้ประสานงานและร่วมแจกจ่าย


      ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก [PM2.5] โดย ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บูรณาการการจัดการเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการลดกระถางธูปสักการบูชา การงดการเผากระดาษชุดเครื่องสักการะที่ศาลเจ้าฯ การติดตั้งเครื่องบอกค่า PM2.5 อัตโนมัติ รวมถึงติดป้ายรณรงค์ขอความร่วมมือผู้มีจิตศรัทธางดจุดธูป-เทียน และการจัดเก็บธูป-เทียนที่จุดแล้วเร็วขึ้น และจัดเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ด้วยความห่วงใย และ ตระหนักถึงสุขภาพประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม โดยตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีของการก่อตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  มูลนิธิฯ ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **

สนามมวยลุมพินี​ แต่งตั้ง​ "ก่อเกียรติ+สรวีย์" โปรโมเตอร์ร่วมลุมพินี

สนามมวยลุมพินี​ แต่งตั้ง​ "ก่อเกียรติ+สรวีย์" โปรโมเตอร์ร่วมลุมพินี

     "เสี่ยโก้" ก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน​ รับงานใหญ่ ได้รับความไว้วางใจจากพลโท พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ นายสนามมวยลุมพินีแต่งตั้งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันมวยร่วมกับนายสรวีย์ ฤทธิชัย "เสี่ยโก้" มั่นใจใช้ประสบการณ์ที่มีจัดศึกมวยไทยให้เวทีลุมพินีกลับมาคึกคักมีสีสัน และปั้นนักมวยไทยดาวรุ่งสู่ถนนกำปั้นโลกต่อไป

     เมื่อวันที่ 27 มกราคม​ 2569 ที่เวทีมวยลุมพินี ถนนรามอินทรา ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานกรรมการ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท ก่อเกียรติ บ๊อกซิ่ง กรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วย" เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน​ ​และนายสรวีย์ ฤทธิชัย เข้าพบพลโท พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ นายสนามมวยลุมพินี เพื่อรับการแต่งตั้งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันมวยไทย ให้กับเวทีมวยลุมพินี ซึ่งทางเวทีมวยลุมพินีเชื่อว่า "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ และนายสรวีย์ ฤทธิชัย จะเข้ามาสร้างสีสันความคึกคักให้เกิดขึ้นกับเวทีมวยลุมพินีเร็วๆ​ นี้


     "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ มั่นใจว่า "ประสบการณ์ในการทำมวยสากลชิงแชมป์โลก จนเป็นโปรโมเตอร์มวยโลก รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเซีย จาก 3 สถาบัน WBA  , WBC  ,  WBOแ ละสร้างแชมป์โลกสถาบันหลักให้คนไทยทั้ง 3 สถาบันมาหลายคน โดยตนเองที่จับมือร่วมกับนายสรวีย์ ฤทธิชัย จะนำประสบการณ์จากการดำเนินการถ่ายทอดสดมวยไทยศึกศิลปะมวยไทยนายขนมต้มทาง ททบ. 5 และจากศึกอัศวินดำ-ก่อเกียรติ ช่อง 9 อสมท., มหกรรมมวยไทยนานาชาติ ก่อเกียรติสัญจร มาผสมผสานหารูปแบบการจัดการแข่งขันที่ลงตัว ตรงกับความต้องการของวงการมวยในปี 2569 อย่างลงตัวต่อไป


         "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์​ กล่าวว่า​ วันนี้ตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็นโปรโมเตอร์ลุมพินี ร่วมกับนายสรวีย์ ฤทธิชัย​ จากพลโท พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ นายสนามมวยลุมพินี​ และได้รับเกียรติจากร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานกรรมการ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท ก่อเกียรติ บ๊อกซิ่ง กรุ๊ป จำกัด ร่วมแสดงความยินดี ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้ใหญ่ทั้งสองท่านที่ให้โอกาส​ คาดว่าในเร็วๆนี้ จะมีรายการมวยดี ถ่ายทอดสดมวยไทยและมวยสากลมุ่งแชมป์โลกในสังกัด ก่อเกียรติ ให้ติดตามกันแน่นอน

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

“มาดามหยก” บุกถนนคนเดินเชียงใหม่ ชูแคมเปญ Change Together อ้อนขอคะแนนบัตรชมพู เบอร์ 22

“มาดามหยก” บุกถนนคนเดินเชียงใหม่ 

ชูแคมเปญ Change Together 

อ้อนขอคะแนนบัตรชมพู เบอร์ 22

     “มาดามหยก” กชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ นำทีมผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ และกลุ่มจิตอาสา “Indy Team” ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ณ ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) เพื่อรณรงค์ให้ชาวเชียงใหม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ โดยเน้นย้ำสโลแกน “Change Together” พร้อมเชิญชวนกากบาทบัตรเลือกตั้งสีชมพู หมายเลข 22 เพื่อส่งพรรคก้าวอิสระเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลง

     จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง มาดามหยกพบว่า​ ชาวเชียงใหม่ต้องการการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนตลอดทั้งปี เพื่อกระตุ้นรายได้ให้ถึงมือชุมชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์สามกษัตริย์และพระธาตุเจดีย์หลวงเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งที่ผ่านมามาดามหยกได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมบูรณะและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมล้านนามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังได้แสดงความห่วงใยถึงสุขภาพของพี่น้องประชาชนในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงและปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กำลังจะมาถึง



      มาดามหยกกล่าวทิ้งท้ายด้วยการขอโอกาส “คนละครึ่งเสียง” จากพี่น้องประชาชน ให้เลือกผู้สมัครบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวอิสระ เพื่อนำประสบการณ์ของกลุ่มจิตอาสาหลากอาชีพเข้าไปทำงานการเมืองด้วยความเสียสละ โดยย้ำว่ากลุ่มจิตอาสาคือกลุ่มแรกๆ ที่เข้าถึงประชาชนเสมอเมื่อเกิดวิกฤต จึงมั่นใจว่าจะสามารถนำจิตวิญญาณนักสู้และการบริหารจัดการที่รวดเร็วมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การเข้ามาเล่นการเมืองแบบเดิมๆ

#พรรคก้าวอิสระ #มาดามหยก #เบอร์22 #เลือกตั้ง2569 #ChangeTogether #เชียงใหม่ #IndyTeam #จิตอาสาการเมือง

จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” หาทางออกร่วมแก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” หาทางออกร่วมแก้วิกฤตน้ำไทย

เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังร่วมภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน​ พร้อมผู้ร่วมเสวนา​ อาทิ​ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์​ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสถาบัน MIT ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน​ ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์​ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2568

     จุฬาฯ ชี้ทางรอดเมืองไทย เสนอแผน 5 มิติยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทย สู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่แยกส่วนการทำงานตามกรมหรือจังหวัด เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อปกป้องเมืองและอนาคตของคนรุ่นต่อไป

     โดย​ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภัยน้ำไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่คือการทำลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ทั้งโอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตครอบครัว ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที และก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ไม่อาจประเมินค่า 

"จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ และมีศักยภาพในการเชื่อมประสานเครือข่ายทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำที่เป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม”

      ด้าน​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” ไม่ใช่เพียงบทบาททางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์ฯ จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง

     รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ” “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ”ฝนแช่” เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ  

     ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ 

     รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่​                    ื​ื​      

     มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement) เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management) ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

     มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย

     มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy) เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน

     และ​ มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research) ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

     นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด และ กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง

     ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

“การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ประเทศไทยต้องลงทุนกับการป้องกัน มากกว่าการซ่อมแซม”

     และได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ​ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด​ เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน​ โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ

     หากเรารู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกัน “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาเมือง และอนาคตของลูกหลานเราไว้ด้วยกัน

Pullman Khon Kaen รีแบรนด์สู่ “The Heritage Grand Khon Kaen”

Pullman Khon Kaen รีแบรนด์สู่ “The Heritage Grand Khon Kaen” 1 มีนาคม ​69 นี้ ยกระดับภาพลักษณ์โรงแรมไอคอนิกคู่เมือง       โรงแรม Pullman Kho...